• 1

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 2

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 3

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 4

    เรือนจำกลางบางขวาง

ดร.ชาญชัย นิ่มสมบุญ

นักทัณฑวิทยาชำนาญการ ฝ่ายแผนงานและวิเทศสัมพันธ์ ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ที่ ๒ เรือนจำกลางบางขวาง

                                                                                                                                              


            จากการย้ายถิ่นฐาน(Migration)มารวมกันของนักโทษในคุก โดยเฉพาะคุกบางขวาง ซึ่งเป็นคุกชายขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูงสุดของประเทศไทย ผู้กระทำความผิดที่เป็นชายในคดีรุนแรงอุกฉกรรณ์ที่มีกำหนดโทษสูงไม่ว่าจะมาจากภาคไหนของประเทศไทย หรือจากประเทศไหน หรือเป็นชนชาติใดก็ตามที่เข้ามากระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย จะถูกส่งตัวมาคุมขังรวมกัน ณ. คุกบางขวางแห่งนี้ ทำให้เกิดความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทางวัฒนธรรม  ซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกนักโทษเหล่านี้อย่างมากมายทั้งในเรื่องอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ ศาสนา ความคิด อุดมการณ์ ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ชีวิตดำรงต่อไปได้ในสภาพคุกที่ถูกจำกัดอิสรภาพในด้านต่างๆด้วยกฎระเบียบข้อบังคับ บุคคลใดไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจวิกลจริต เป็นบ้า หรือบางคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย

            มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์จะมีความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่รวมกันกับคนที่ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน มีอะไรๆที่เหมือนกันและมีความสามารถที่จะช่วยเหลือกันได้ ดังนั้นนักโทษในคุก จึงพยายามเอาตัวรอดโดยการเข้าหาสมัครพรรคพวกที่เหมือนกันในด้านใดด้านหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการพูดภาษาเดียวกัน คนภาคเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน ทำความผิดคดีเดียวกัน หรือฐานะใกล้เคียงกันโดยใช้วิธีการต่างๆเชื่อมโยงเพื่อให้รู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูด การทักทาย การให้ของกินของใช้ การให้คำแนะนำ ฯลฯ

ภายใต้วิธีการรวมกลุ่มทางสังคมนี้มีวิธีการหนึ่งซึ่งได้รับความนิยมและถือปฏิบัติในการติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างนักโทษด้วยกันก็คือ การต้อนรับด้วยการ “ดื่มกาแฟ”จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมในหมู่นักโทษในคุกบางขวางมาตั้งแต่อดีตที่ไม่สามารถค้นหาจุดเริ่มต้นได้จนถึงปัจจุบัน

“กาแฟ”สันนิฐานกันว่า ต้นกาแฟมีแหล่งกำเนิดในจังหวัดคาฟฟา (kaffa) ซึ่งในปัจจุบันคือ ประเทศเอธิโอเปีย โดยเชื่อกันว่ามนุษย์รู้จักกาแฟจากการที่คนเลี้ยงแพะสังเกตเห็นว่า แพะของตนคึกคัก กระปรี้กระเปร่า ผิดปกติ หลังจากกินลูกไม้ชนิดนี้เข้าไป จึงได้ทดลองนำมาทดลองเคี้ยวดูบ้าง ต่อมาเมล็ดพืชชนิดนี้ได้รับความนิยมในหมู่นักบวชเพื่อช่วยให้เกิดความสดชื่นระหว่างการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในช่วงเวลากลางคืน

            กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่น รสชาดที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกจำนวนมากมาช้านาน แต่ถึงแม้ว่า กาแฟจะไม่ได้เป็นเครื่องดื่มที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่กาแฟก็เป็นเครื่องดื่มที่คนไทยรู้จักกันมาไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ ปี โดยกาแฟได้เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกตั้งแต่สมัยอยุธยา และมีการปลูกแพร่หลายกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและพันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์อาราบิกา ต่อมาประเทศไทยได้มีการนำกาแฟมาผลิตเป็นเครื่องดื่มในลักษณะต่างๆและมีรสนิยมการบริโภคกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นโอเลี้ยง กาแฟเย็น หรือกาแฟโบราณที่ใช้ถุงกาแฟชงที่แตกต่างไปจากรสนิยมของชนชาติที่บริโภคกาแฟอย่างแพร่หลายอย่างสหรัฐอเมริกาหรือทางยุโรป

            วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษเป็นเอกลักษณ์ของคุกบางขวางที่เป็นสื่อกลางระหว่างนักโทษในการสร้างสัมพันธไมตรีเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้สึกมั่นใจปลอดภัยในชีวิตและเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในคุก เนื่องจากการดื่มกาแฟ เป็นสื่อที่ให้ความรู้สึกทั้ง ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะขณะที่ดื่มกาแฟ เราได้สัมผัสความร้อน ความอบอุ่น จากรูป คือ ถ้วยกาแฟที่หลากหลายรูปแบบสีสัน จากรสชาติที่หวาน มัน ขม และจากกลิ่นหอมของกาแฟยี่ห้อโปรด ขณะเดียวกันก็จากเสียงที่ส่งสนทนาพูดคุยในเรื่องต่างๆกับคนที่รู้ใจกับคนที่เป็นหมู่พวกเดียวกัน ดังนั้นการดื่มกาแฟจึงกลายเป็นวัฒนธรรมของนักโทษไม่ว่าจะเป็นที่คุกบางขวางหรือคุกไหนๆที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานจนไม่สามารถสืบถามค้นหาต้นตอของการกำเนิด ไม่ว่าจากนักโทษหรือจากผู้คุมนักโทษได้เลย

วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษถือว่าเป็นวัฒนธรรมย่อย (Subculture)หรือวัฒนธรรมเฉพาะ (Cultural Specialties) เป็นวัฒนธรรมที่นักโทษคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อช่วยในการดำรงชีวิตอยู่ในคุก ซึ่งเป็นสังคมรูปแบบเฉพาะ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ สัญชาตญาณ แต่เป็นความตั้งใจสร้างเป็นวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการ เพื่อเหตุผลที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในคุก

            วัฒนธรรมการดื่มหรือการบริโภคกาแฟของนักโทษเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับและเรียนรู้สืบต่อกันมาเป็นทอดๆรุ่นแล้วรุ่นเล่าในคุก กาแฟกลายเป็นสิ่งที่ใช้เชื่อมโยงให้เกิดมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มการเรียนรู้พฤติกรรมของแต่ละบุคคลในการปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างเหมาะสมถูกต้อง วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษสามารถทำให้นักโทษแต่ละคนปรับตัวเข้ากับชีวิตในคุกได้ และสามารถสร้างความพอใจต่อทั้งความต้องการทางร่างกายและทางจิตใจของนักโทษ

            ในปัจจุบันนี้สังคมไทยมีความเป็นพหุสังคม (Plural Society) ค่อนข้างสูง ชนชั้นกลางของไทยในเมืองมักจะไม่ค่อยสนใจใยดีในทุกข์สุขของกลุ่มคนต่างๆในสังคม ที่เรียกว่า “กลุ่มชนชายขอบ”(Marginal Groups) ไม่ว่าจะเป็นคนจน ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในที่สูง (ชาวเขา)และคนผู้ที่เป็นเหยื่อของสังคมประเภทต่างๆทั้งผู้หญิง เด็ก คนพิการ คนเร่ร่อน คนเก็บเศษขยะ ตลอดจนผู้ติดเชื้อโรคที่สังคมรังเกียจ เพราะกลุ่มชนเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นคนอื่น(otherness) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนในเมืองนัก ซึ่งมีผลให้เกิดความไม่สนใจใยดีในกลุ่มชนเหล่านี้ ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาก็เป็นสมาชิกร่วมสังคมเดียวกัน ซึ่งน่าจะมีส่วนและมีสิทธิเช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนในสังคม

            ในกรณีนักโทษ ซึ่งที่ผ่านมาถูกสังคมกล่าวหาว่า เป็นคนไม่ดี คนชั่ว คนอันตราย เป็นภัยทำลายสังคม จนสังคมประณามว่า ไม่ใช่คน และโดยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รัฐได้ดำเนินการสร้างความแบ่งแยกนักโทษออกจากคนปกติธรรมดาในสังคมด้วยวิธีการบางอย่างเช่น การตีตรวน การสวมเสื้อนักโทษหรือการกินข้าวแดง การเรียกหมายเลขแทนชื่อ หรือเรียก น.ช หรือน.ญ. เป็นคำนำหน้า เป็นต้น

นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือคนในสังคมกับนักโทษก็ยังคงมองไม่เห็นหรือมองเห็นอย่างเลือนรางในความเป็นคนชายขอบของนักโทษ จึงทำให้นักโทษถูกจัดตำแหน่งให้อยู่นอกสังคมสร้างความรู้สึกแก่สังคมว่า นักโทษคือ ผู้ทำลาย เป็นอันตรายต่อสังคม สร้างนักโทษให้สังคมมองว่าเป็นคนอื่น ซึ่งพัฒนาไปสู่การเกลียดชังและรังเกียจเดียดฉันท์ถูกขับออกจากสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Multiple Exclusion) โดยสังคมไม่ได้มองว่า การกระทำผิดหรือการก่ออาชญากรรมของนักโทษเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางสังคม ซึ่งเมื่อมองตามความเป็นจริงที่ลึกซึ้งแล้วรัฐ และสังคมนั่นเองที่เป็นตัวสร้างอาชญากร (นักโทษ) อันเนื่องมาจากความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาลทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ดังนั้นนักโทษจึงกลายเป็นเหยื่อของสังคมประเภทหนึ่งเหมือนคนชายขอบอื่นๆ เช่น ชาวเขา คนพิการ ขอทาน พวกรักร่วมเพศ คนติดเอดส์ คนเร่ร่อน ฯลฯ

            จากการถูกแบ่งแยกออกจากสังคมดังกล่าวทำให้นักโทษเกิดความบีบคั้นกดดันทางความรู้สึก ดังนั้น นักโทษจึงพยายามสร้างความหมายเกี่ยวกับสิทธิใหม่ๆของพวกตนอยู่ตลอดเวลาเพื่อแสวงหาพื้นที่ในการสร้างอัตลักษณ์แสดงตัวตน ซึ่งการแสดงตัวตนนี้บางครั้งก็เป็นการต่อต้านกฎระเบียบวินัยของคุกเช่น การทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล(ขาใหญ่) การทำตัวเป็นนักเลงอันธพาลคุมแดน การครอบครองสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาต ฯลฯ หรือการแสดงตัวตนตามที่กฎระเบียบวินัยหรือกฎหมายของคุกเอื้ออำนวยอย่างเช่น การเป็นนักโทษผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน การตั้งชมรมนักโทษที่เรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช การตั้งทีมกีฬาต่างๆ ชมรมนักวาด ชมรมดนตรีสากล เป็นต้น

การสร้างวัฒนธรรม “การดื่มกาแฟ”เป็นวิธีการหนึ่งในการแสวงหาพื้นที่เพื่อแสดงตัวตนเพื่อสร้างอัตลักษณ์ (Identity)ของนักโทษ ซึ่งการจัดการหรือดำเนินการเกี่ยวกับการดื่มกาแฟของนักโทษนี้ในบางกรณีอาจทำให้เกิดเป็นการต่อต้านอำนาจการจัดระเบียบวินัยของคุกด้วยในบริบทของการจำกัดอิสรภาพของคุกด้านการครอบครองทรัพย์สินส่วน ตัวอย่างเช่น การใช้กาต้มน้ำไฟฟ้าส่วนตัว การใช้กาแฟแลกเปลี่ยนแทนเงินสดซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้าม ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎระเบียบวินัยของคุก และเนื่องจากพื้นที่ของคุกเต็มไปด้วยอำนาจแห่งการจัดระเบียบวินัย โดยเฉพาะในบริบทของอำนาจการจำกัดอิสรภาพของคุกด้านการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว ดังนั้นนักโทษจึงแสวงหารูปแบบและวิธีการต่างๆเพื่อให้วัฒนธรรมการดื่มกาแฟสามารถดำรงอยู่ อันกลายเป็นพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ตัวตนของนักโทษ

            เรื่อง“วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ”นี้ ถ้าคุกขาดความรู้และความเข้าใจถึงรากเง้าปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดจนขาดแนวคิดในการทำความเข้าใจในยุทธวิธีการต่อต้านอำนาจการจัดระเบียบวินัยของคุกของพวกนักโทษเหล่านี้ที่มีความแยบยลและอยู่นอกเหนือเวทีการต่อสู้ที่เป็นทางการจะเกิดเป็นปัญหาและการแก้ปัญหาที่ไม่มีวันสิ้นสุด

            จากความหลากหลายทางประชากรศาสตร์ของนักโทษในคุกบางขวาง ทำให้นักโทษเหล่านี้สร้างสิ่งเชื่อมโยงระหว่างความแตกต่างหลากหลายทางภูมิหลังของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟขึ้นในหมู่นักโทษ (ซึ่งในความเป็นจริงการดื่มกาแฟไม่ใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย โดยเฉพาะคนไทยที่ยากจนซึ่งกลายมาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของนักโทษในคุก) การสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟนี้ เกิดจากสาเหตุทั้งด้านความต้องการของตัวนักโทษเองและทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถสรุปได้ ๖ สาเหตุดังนี้ คือ ๑. ต้องการสร้างความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของกลุ่ม (Identity Construction) ๒. เพื่อต้องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดของชีวิต (Survival) ๓. เพื่อหลีกหนีจากความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น (Escapism) ๔. เพื่อตอบโต้อำนาจตามกฎหมาย (Legal Domination) ๕. เพื่อสร้างสถานภาพและบทบาททางสังคม  (Status and Role) ๖. เพื่อจัดช่วงชั้นทางสังคม (Stratified   Societies)

            ๑. ความต้องการสร้างความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณของกลุ่ม (Identity Construction) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นกระบวนการสร้างความเป็นตัวตนหรือ อัตลักษณ์ (Process  of Identity Construction) ซึ่งหมายถึงความพยายามของผู้คนในสังคมหนึ่งที่จะแสวงหาพื้นที่ทางสังคมและการแสดงออกทางวัฒนธรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิในการดำรงอยู่อย่างแตกต่างและอย่างมีความเสมอภาคกับกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นรูปแบบสำคัญในกระบวนการดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่เพราะอาจจะเป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ในระดับเล็กๆของชีวิตประจำวันก็ได้ ( Everyday Life Struggle) ซึ่งเกี่ยวพันธ์กับการปรับตัวของคนในสังคม ในลักษณะที่เป็นปฏิบัติการทางสังคมและวัฒนธรรมที่กระทำต่อตนเองเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิต ให้สามารถแสดงความซับซ้อน (Complexity of Social Life) ได้มากขึ้นแทนการดำรงชีวิตตามแบบมาตรฐานอย่างเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อสร้างพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม     ( Social and Cultural Space)  ขึ้นมาใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนต่างๆสามารถแสดงความเป็นตัวตนและสิทธิออกมาได้อย่างหลากหลาย ซึ่งก็มีผลให้เกิดลักษณะการต่อสู้ที่หลากหลาย

            การดื่มกาแฟของนักโทษ เป็นความพยายามของนักโทษบางคนบางกลุ่มที่ต้องการแสดงความเป็นตัวตนที่แตกต่างจากคนอื่น เป็นการสร้างรูปแบบของการดำรงชีวิตที่แตกต่างจากนักโทษคนอื่นๆที่ตื่นเช้าก็กินข้าว แต่การดื่มกาแฟอาจแสดงถึงความมีระดับเหนือกว่าหรือแตกต่างจากนักโทษอื่นๆ ดังนั้นนักโทษจึงสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อในการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ เพื่อต่อต้านการครอบงำและการดูดกลืนของสภาพความเป็นนักโทษในคุกที่เหมือนๆกัน

            ๒. ความต้องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดของชีวิต(Survival)   มนุษย์ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดในคุกมีสภาพแวดล้อมอยู่  ๒ ประเภทคือ สภาพแวดล้อมรูปธรรม เช่น อาณาบริเวณต่างๆต้นไม้ ตึกโรงเรือน สนามหญ้า ฯลฯและอีกประเภทหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมที่เป็นนามธรรม เช่น สภาพอากาศ นิสัยใจคอของนักโทษคนอื่นๆ ความแออัดในคุก สภาพความไม่ปลอดภัยในชีวิต ฯลฯ ในความเป็นจริงสภาพโดยทั่วไปของคนในสังคมเปิดหรือสังคมภายนอก สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนจะมีความสัมพันธ์กันและเป็นตัวกำหนดซึ่งกันและกันในอัตราส่วนที่ลงตัวพอดี แต่ในสภาพสังคมปิดคือ ภายในคุก สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคน ดังนั้นนักโทษจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทั้งรูปธรรมและนามธรรมให้ได้เพื่อความอยู่รอดของชีวิต การสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษ จึงเป็นสื่อในการรวมหมู่มากเพื่อเอาชนะสภาพแวดล้อมภายในคุก การดื่มกาแฟเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย ภายใต้การพึ่งพาอาศัยกันในเรื่องต่างๆ เช่น การรวมกลุ่มเพื่อป้องกันการถูกรังแกข่มเหง เพื่อช่วยเหลือเรื่องการขาดแคลนปัจจัย ๔ เป็นต้น

            ๓. ความต้องการหลีกหนีจากความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น (Escapism) คุก ในสายตาของบุคคลส่วนใหญ่ เป็นสถานที่ต้องห้ามเป็นสถานที่แสดงถึงความน่ากลัว โหดร้าย เป็นแหล่งรวมของคนชั่วร้าย เป็นสถานที่ทุกข์ยาก ลำบาก ทรมาน แออัด บีบคั้นกดดัน ขาดอิสรภาพทางกายและจิตใจ นักโทษที่อยู่ในคุกต้องรับความจริงต้องอยู่ในสภาพความจริงเช่นนี้เป็นเวลานานบางคน ๑๐ ปี บางคนกว่า ๒๐ ปี ในทางจิตวิทยา คนเราย่อมมีวิธีป้องกันตนเองจากสภาพบีบคั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นการหาทางออกตามสัญชาตญาณของมนุษย์  ดังนั้นการนั่งจิบกาแฟในตอนเช้าแบบใจเย็น สบายผ่อนคลาย สนทนากับเพื่อนนักโทษคนอื่นๆเกี่ยวกับเรื่อง ข่าวสารบ้านเมือง กีฬา ครอบครัว หรือเพศตรงข้าม ก็ถือเป็นการหลบหนีความจริงที่เผชิญอยู่ในขณะนั้นได้บ้าง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเวลาหนึ่งก็ตาม หรืออาจต้องการความเป็นส่วนตัวในกรณีนั่งดื่มคนเดียว เป็นการจินตนาการเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ หรือ หลุดพ้นทางร่างกายชั่วขณะจากสภาพความแออัดของนักโทษในคุก

            ๔. ความต้องการตอบโต้อำนาจตามกฎหมาย (Legal Domination)สังคมและรัฐสร้างวาทกรรมต่อนักโทษและใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจจัดตำแหน่งแห่งที่ให้นักโทษกลายเป็นกลุ่มคนชายขอบ (Marginal Groups) ซึ่งหมายถึง กลุ่มคนที่ถูกกีดกันออกไปจากพื้นที่แสดงความเป็นตัวตน เป็นกลุ่มคนที่สังคมรังเกียจไม่ยอมรับ เนื่องจากนักโทษบางคนก่อนที่จะตกเป็นนักโทษในคุก อาจมีอำนาจ มีตำแหน่งฐานะที่สังคมยอมรับ เช่น ทหาร ตำรวจ นายแพทย์ นายธนาคาร สมาชิกสภาฯ วุฒิสภา ครูอาจารย์ ทนายความ พ่อค้า เป็นต้น บุคคลดังกล่าวเหล่านี้เมื่อต้องตกเป็นนักโทษ ตกอยู่ภายใต้อำนาจบังคับตามกฎหมาย จึงเกิดความต้องการพื้นที่แสดงอัตลักษณ์ ด้วยการตอบโต้ต่ออำนาจรัฐ อย่างเช่น ปรุงอาหารหรือการมีอุปกรณ์ไฟฟ้าพวกกระติกหรือหม้อไฟฟ้า ซึ่งคุกห้ามปรุงอาหารเองหรือครอบครองอุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นต้น แม้การดื่มกาแฟจะไม่ถือเป็นการทำผิดข้อห้าม แต่อุปกรณ์ที่ประกอบก็ถือว่า ผิดกฎระเบียบของคุก ในกรณีนี้ถือเป็นการต่อรองระหว่างอำนาจรัฐกับการดื่มกาแฟที่เป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานานในหมู่นักโทษในคุกบางขวาง

            ๕. ความต้องการสร้างสถานภาพและบทบาททางสังคม (Status and Role)การสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษเป็นความต้องการระดับปัจเจกชนที่ต้องการสร้างสถานภาพของตนเองเพื่อแสดงบทบาทในกลุ่มได้ถูกต้องตามสถานภาพที่ตนเองสร้างขึ้นมาในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟ ซึ่งมีสถานภาพเป็นนักโทษในคุกเหมือนกัน แต่สถานภาพดั้งเดิมที่แฝงอยู่ในตัวนักโทษแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ระหว่างการร่วมดื่มกาแฟก็มีการพูดคุยเปิดเผยหรืออาจจะเป็นการสร้างสถานภาพของตนเองขึ้นมาให้นักโทษคนอื่นได้รับรู้ เพื่อเป็นการจัดระดับสูงต่ำ (Rank) ทางสถานภาพในกลุ่ม โดยคนที่มีสถานภาพทางสังคมในอดีตสูงกว่าจะแสดงบทบาทเป็นหัวหน้าเป็นผู้นำ ส่วนนักโทษที่มีสถานภาพที่ต่ำกว่าก็จะแสดงบทบาทเป็นผู้คอยรับใช้ให้บริการ เป็นต้น ส่วนผลที่ได้รับคือความพึงพอใจ ความภูมิใจ ความสบายใจ ความเคารพยกย่อง นอกจากนี้การแสดงบทบาทตามสถานภาพของแต่ละคนยังถือเป็นการจัดระเบียบของกลุ่มอีกด้วย อันจะทำให้การดำเนินชีวิตของแต่ละคนในกลุ่มมีแนวทางที่ถูกต้อง

            ๖. เพื่อจัดช่วงชั้นทางสังคม (Stratified Societies)การจัดช่วงชั้นทางสังคมหมายถึง การแบ่งคนในสังคมออกเป็นระดับชั้นที่แตกต่างกัน ซึ่งคนที่อยู่ในระดับต่างกันนี้จะได้รับผลประโยชน์ และโอกาสของชีวิตทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ในสังคมคุกก็มีความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งนำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบหรือการเอารัดเอาเปรียบกัน ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเพื่อรวมกลุ่มกันของนักโทษที่มีระดับสังคมก่อนที่จะกลายเป็นนักโทษที่แตกต่างกันจะแสดงถึงระดับของคน(นักโทษ)ที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งการจัดช่วงชั้นทางสังคมจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพย์สินและรายได้ (property) หรือชื่อเสียงเกียรติยศ (Prestige) หรือเรื่องของอำนาจ (Power)

            การสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษเป็นวัฒนธรรมหรือเป็นวิธีการเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดความรู้จักมักคุ้นระหว่างนักโทษเก่าและใหม่ ถึงแม้บางครั้งนักโทษที่อยู่ในคุกจะรู้ภูมิหลังของนักโทษที่เข้ามาใหม่จากสื่อมวลชนต่างๆ แต่การที่จะเข้าไปทักทายสร้างความสัมพันธ์คงเป็นสิ่งยากที่จะเกิดมิตรภาพ หรือเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ดังนั้น การดื่มกาแฟร่วมกันจากการเชื้อเชิญต้อนรับ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้การสานต่อความสัมพันธ์ในลำดับต่อมา โดยแต่ละคนได้ล่วงรู้ถึงฐานะทางด้านการเงิน (ทรัพย์สินรายได้) ความมีชื่อเสียงเกียรติยศ หรือความมีอำนาจของแต่ละคนแล้ว ก็จะเกิดการจัดช่วงชั้นของแต่ละคนให้อยู่ระดับไหนของสังคม โดยการเปรียบเทียบความมากน้อยของทั้ง ๓ ปัจจัย คือ ทรัพย์สินและรายได้ (ฐานะ) ความมีชื่อเสียงเกียรติยศ และความมีอำนาจ

            การทราบถึงช่วงชั้นของนักโทษแต่ละคน เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เพื่อสร้างความผูกพัน การต้องการพึ่งพาอาศัย การต้องการการคุ้มครองความปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น นักโทษที่มีฐานะทางการเงินก็อาจจะให้ความช่วยเหลือนักโทษยากจนอื่นๆในด้านปัจจัย ๔ หรือนักโทษที่เป็นอดีตนายพลตำรวจก็อาจมีอำนาจเป็นผู้ปกปักษ์ป้องกันผู้ที่อ่อนแอจากการข่มเหงรังแกของนักโทษอันธพาล หรือนักโทษอดีตนักการเมืองใหญ่หรือนักโทษอดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอาจจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างนักโทษหรือเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพยกย่องและเชื่อฟังจากนักโทษทั่วไป เป็นต้น

            การดื่มกาแฟเป็นวัฒนธรรมเฉพาะหรือเป็นเอกลักษณ์ที่นักโทษสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลต่างๆหลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การดื่มกาแฟเป็นวิธีการที่นักโทษใช้ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อชีวิตดำรงอยู่ เป็นการปรับตัวเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือของกลุ่ม ซึ่งมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย 

ผลดีของการดื่มกาแฟสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

            ๑. กระตุ้นสมอง:สภาพคุกเป็นสภาพแวดล้อมที่แออัดจากจำนวนนักโทษที่มากขึ้น พื้นที่ใช้สอยมีจำนวนจำกัด ห้องนอนที่อยู่อาศัย มีปัญหาเรื่องจำนวนนักโทษ การถ่ายเทอากาศและสภาพอากาศที่ร้อนอับ นักโทษที่อยู่ในสภาพนี้จะเกิดปัญหาในการนอนหลับ โดยเฉพาะนักโทษที่เข้ามาใหม่ แต่สำหรับนักโทษที่อยู่มานานบางคนก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพเช่นนี้ได้ ดังนั้นการดื่มกาแฟร้อนๆในตอนเช้าอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นสมอง ทำให้เกิดความสดชื่น แก้อาการง่วงเหงาหาวนอนได้

            ๒. ลดความกดดันบีบคั้นทางจิตใจ: ภาพของคุกคือสภาพของความทารุณโหดร้าย การข่มเหงรังแก เอารัดเอาเปรียบ ความรู้สึกหวาดระแวง ความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิต นักโทษที่ตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมแสวงหาหนทางในการผ่อนคลายหรือหลุดพ้นจากความรู้สึกเช่นนี้ แม้ช่วงเวลาขณะหนึ่งก็ยังดี การดื่มกาแฟเป็นพิธีกรรมที่ช่วยผ่อนคลายทางจิตใจได้วิธีหนึ่ง โดยนักโทษบางคนหรือบางกลุ่ม จะมีการจัดสถานที่ดื่มกาแฟเฉพาะ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ ถ้วยกาแฟก็เป็นสิ่งช่วยผ่อนคลายได้แบบหนึ่งในเรื่องของสีสรร รูปลักษณ์ของถ้วย ความอบอุ่นจากถ้วย ความร้อน และกลิ่นหอมของกาแฟก็เป็นการบำบัดทางจิตได้เหมือนกัน

            ๓. เกิดการรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์: คุกเป็นที่คุมขังนักโทษที่มาจากทั่วประเทศ แต่ละคนมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันในเรื่องต่างๆเช่น ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ทัศนคติ ฯลฯ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟจึงเป็นสื่อที่สร้างให้คนมารวมกันมารู้จักกัน ช่วยเหลือและปกป้องซึ่งกันและกันในเรื่องผลประโยชน์ของตนเองหรือของกลุ่ม เช่น การช่วยเหลือในเรื่องของปัจจัย ๔ หรือการร่วมกลุ่มเพื่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น

            ๔. การความผูกพันและการพึ่งพาอาศัยกัน: การดื่มกาแฟร่วมกันของนักโทษในตอนเช้าเป็นการสร้างความผูกพันภายในกลุ่มระหว่างการดื่มจะมีการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องต่างๆร่วมกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ต่อเนื่องยืนยาว จากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันตามมาภายหลัง

            ๕. เป็นพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์: นักโทษแต่ละคนย่อมมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน เมื่อทุกคนตกอยู่ในสภาพ “นักโทษ” เหมือนกัน จึงทำให้บางคนต้องการสร้างหรือแสดงความเด่นหรือความแตกต่างจากคนอื่น การดื่มกาแฟของบางคนหรือบางกลุ่ม สามารถสร้างความแตกต่างจากคนหรือกลุ่มอื่นได้เช่น เลือกดื่มกาแฟยี่ห้ออื่นที่ดีว่าแพงกว่า มีถ้วยกาแฟเป็นชุด หรือถ้วยกาแฟที่มีราคามีความสวยงาม ในการดื่มกาแฟจะมีอาหารประกอบพวกขนมปัง ปาท่องโก๋ หรือมีน้ำชาจีนร้อนๆจิบล้างคอหลังดื่มกาแฟ หรือมีการสูบบุหรี่ในขณะดื่มกาแฟ หรือมีการเปิดวิทยุโทรทัศน์หรือสถานที่เฉพาะส่วนตัวในขณะดิ่มกาแฟ เป็นต้น

            ๖. เกิดบรรทัดฐานและระเบียบแบบแผนในกลุ่ม: การร่วมกันดื่มกาแฟจะทำให้แต่ละคนในกลุ่มรู้ถึงภูมิหลังหรือสถานภาพของแต่ละบุคคล ทำให้สามารถจัดช่วงชั้นและบทบาทในการแสดงออกของแต่ละคนได้ บรรทัดฐานที่เกิดขึ้นจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมเป็นกฎกติกาและมารยาทในการอยู่ร่วมกันในกลุ่มเป็นมาตรฐานในการกำหนดว่าการกระทำใดถูก การกระทำใดผิด การกระทำใดควรหรือไม่ควรกระทำ เช่นนักโทษที่มีอำนาจ มีฐานะ จะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าคอยช่วยเหลือและคุ้มครอง ส่วนนักโทษอื่นๆก็ต้องคอยบริการเรื่อง การทำความสะอาด การชงกาแฟ การซักรีด เป็นต้น

ส่วนผลเสียของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษมีดังต่อไปนี้ คือ

            ๑. เกิดอาการติดกาแฟ: วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษนับว่าเป็นมรดกตกทอดและเป็นการปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของนักโทษ นักโทษส่วนใหญ่นิยมดื่มกาแฟตอนเช้าจนติดเป็นนิสัย บางคนเกิดอาการติดกาแฟ บางคนทำทุกอย่างเพื่อจะได้กาแฟมาดื่ม เช่น ขโมย หรือรับจ้างล้างจาน รีดผ้า บางคนต้องกินกาแฟทั้งวันถึงจะทำงานอะไรได้ บางคนกินกาแฟแห้งๆโดยไม่ชงน้ำร้อนก็มี เพราะไม่มีกาต้มน้ำ

            ๒. กาแฟเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง: วัฒนธรรมการดื่มกาแฟเป็นวัฒนธรรมต่างประเทศ คนไทยที่ดื่มกาแฟส่วนใหญ่จะเป็นคนระดับสูงถึงกลาง ชาวบ้านไม่นิยมดื่มมากเท่าไร ภาพของผู้ดื่มกาแฟจะเป็นภาพของผู้มีระดับ ดังนั้นนักโทษบางคนจึงใช้การดื่มกาแฟเป็นการสร้างภาพเพื่อยกระดับของตนให้เท่าเทียมกับนักโทษระดับอื่นๆ หรือสร้างภาพเพื่อให้ตนเองแตกต่างจากนักโทษระดับที่ต่ำกว่า นักโทษถูกจำกัดอิสระไม่สามารถหารายได้ ต้องพึ่งพาญาติพี่น้อง ครอบครัวภายนอกส่งเสียดูแล การดื่มกาแฟถือเป็นความสิ้นเปลืองเพราะมีราคาสูง ซึ่งต้องกลายเป็นภาระต่อผู้อยู่ภายนอก

            ๓. กาแฟกลายเป็นสิ่งของมีค่า: ตามกฎระเบียบของคุกห้ามนักโทษมีสิ่งของมีค่าติดตัว พวกเงินสด ทองหรือเงินเป็นต้น แต่เนื่องจากกาแฟเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ดังนั้นกาแฟจึงกลายเป็นสิ่งของมีค่า สามารถใช้แทนเงินสด หรือสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการบางอย่างได้ ยกตัวอย่างเช่นการเล่นการพนันสามารถจ่ายเป็นกาแฟแทนได้ ไม่พอใจใครสามารถเอากาแฟจ้างทำร้ายคนนั้นได้ เป็นต้น

            ๔. เกิดการละเมิดกฎระเบียบ: การดื่มกาแฟสิ่งที่จำเป็นต้องมีก็คือ น้ำร้อน และตามกฎระเบียบของคุก ห้ามหุง ห้ามปรุงอาหาร ห้ามมีไม้ขีดไฟ ดังนั้นการได้มาซึ่งน้ำร้อน จึงต้องใช้อำนาจ อิทธิพลหรือวิธีการบางอย่าง กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าถือเป็นอุปกรณ์ที่สะดวกที่สุดเพราะ ตัดปัญหาเรื่องเตา เชื้อเพลิง หม้อหรือไม้ขีดไฟแต่เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นสิ่งของที่ไม่อนุญาตนำเข้า ดังนั้นจึงเกิดการใช้อำนาจและอิทธิพลเพื่อขอนำเข้ากระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ส่วนพวกที่ไม่มีอำนาจอิทธิพลแต่มีอำนาจเงินก็ทำการติดสินบนเจ้าหน้าที่ในการนำเข้ามาให้

            ๕. เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม: การดื่มกาแฟเป็นการสร้างการรวมกลุ่มที่มีความเหมือนกันของแต่ละบุคคลในด้านต่างๆ เช่นภาคและภาษาเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน ฐานะเดียวกัน ดังนั้นจึงเกิดการแบ่งแยกระหว่างกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มที่มีฐานะดีอาจดื่มกาแฟยี่ห้อดังมีราคาแพง(กาแฟขี้ชะมด )หรือยี่ห้อเดียวกันแต่คนละเกรด(คลาสสิค โกด์ล) หรือดื่มด้วยถ้วยกาแฟเซรามิก เพื่อสร้างความเด่นและความแตกต่างระหว่างกลุ่มนักโทษอื่นที่นั่งกินกาแฟในสนามหญ้าด้วยถ้วยพลาสติก หรือ กลุ่มนักโทษชาวพุทธที่รู้สึกมีอคติและเหยียดหยามต่อกลุ่มนักโทษที่นับถือศาสนาอิสลามที่นั่งดื่มกาแฟในขณะที่ทุกคนใส่โสร่งและสวมหมวกเหมือนกันหมดในกลุ่ม เป็นต้น

            ๖. เกิดอันตรายและความไม่ปลอดภัย: น้ำร้อนถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการชงกาแฟดื่ม นักโทษที่มีอำนาจ มีอิทธิพล มีฐานะดี สามารถหากระติกน้ำร้อนไฟฟ้ามาต้มน้ำได้ แต่มีนักโทษบางคนที่ไม่สามารถหาอุปกรณ์ดังกล่าวมาได้จึงแสวงหาวิธีการในการต้มน้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากในหมู่นักโทษ หรือวิธีที่นักโทษเรียกว่า “ช็อตน้ำ” คือการเอาสายไฟฟ้า มัดติดกับแท่งโลหะซึ่งส่วนมากเป็นช้อนโลหะแล้วจุ่มลงไปในภาชนะใส่น้ำอาจเป็นพลาสติก แก้วหรือหม้อโลหะ ซึ่งสามารถทำให้น้ำเดือดได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่อาจเกิดอันตรายได้ เช่นไฟฟ้าลัดวงจร อาจเกิดไฟไหม้ หรืออาจเกิดไฟฟ้าดูดได้ในกรณีที่ประมาทไปแตะถูกหม้อโลหะหรือน้ำในภาชนะหรือภาชนะที่ใส่น้ำอาจจะรั่วแตกเกิดไฟฟ้าดูดได้

            วัฒนธรรมการดื่มกาแฟเป็นวัฒนธรรมที่ให้ทั้งผลดีและผลเสียเหมือนวัฒนธรรมทางสังคมอื่นๆทั่วๆไป สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับตัวนักโทษผู้สร้างวัฒนธรรมเองว่าใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างไร กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียจากวัฒนธรรมที่ตนสร้างขึ้น รัฐสามารถใช้อำนาจในการสนับสนุนผลประโยชน์ที่จะเกิด และใช้อำนาจยับยั้งป้องกันผลเสียของวัฒนธรรมได้ในบางส่วนเท่านั้น

            ในสังคมเปิด วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่คนในสังคมสร้างขึ้น เป็นวิถีชีวิต เป็นมรดกที่ถ่ายทอดทางสังคม วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เป็นแบบแผนพฤติกรรมของคนในสังคม วัฒนธรรมให้คุณค่าและความพอใจแก่คนในสังคม ดังนั้นการจัดการวัฒนธรรมในระบบสังคมเปิด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ประชาชนหรือคนในสังคมผู้สร้างวัฒนธรรมนั้นเป็นหลักสำคัญ

            สภาพคุกเป็นสภาพสังคมปิด ดังนั้นการจัดการกับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษจึงต้องเป็นการจัดการที่ต้องผสานความร่วมมือระหว่างนักโทษและกฎระเบียบของคุกเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดประโยชน์และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ในการจัดการวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษในคุกบางขวาง ควรมีแนวทางในการปฏิบัติดังต่อไปนี้

            ๑. ลดการดื่มกาแฟ: นักโทษบางคนมีอาการติดกาแฟ เนื่องจากความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ เกี่ยวกับกาแฟว่ามีโทษหรือผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ดังนั้นทางคุก ควรให้ความรู้เรื่องโทษของกาแฟว่ามีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร และอีกเหตุผลหนึ่งในการลดการดื่มกาแฟของนักโทษคือ แก้ไขทัศนคติที่ผิดๆของนักโทษที่คิดว่า การดื่มกาแฟเป็นการยกระดับตัวเอง เพื่อสร้างความเด่นความแตกต่างระหว่างนักโทษคนอื่นๆหรือมีทัศนคติที่ว่า การดื่มกาแฟแสดงถึงความเท่าเทียมกัน เป็นต้น

            ๒. สร้างเสริมกิจกรรมทดแทน: คุกควรส่งเสริมกิจกรรมอื่นๆทดแทนเวลาที่นักโทษใช้ดื่มกาแฟในตอนเช้า อย่างเช่นสนับสนุนให้นักโทษออกกำลังกายและเล่นกีฬาในตอนเช้า อาจเป็นการวิ่ง เล่นตะกร้อ บาสเกตบอล หรือฟุตบอล ทั้งนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจที่นักโทษบางคนที่จะใช้เวลาในการดื่มกาแฟเป็นหลักในตอนเช้า

            ๓. ควบคุมปริมาณการส่งกาแฟของญาติและการซื้อกาแฟของนักโทษในคุก: คุกต้องควบคุมเรื่องปริมาณให้พอดีแก่การบริโภคในแต่ละเดือนของนักโทษแต่ละคน โดยการกำหนดปริมาณการส่งของญาติหรือกำจัดการซื้อจากร้านค้าของคุก โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีบัญชีรายชื่อแต่ละคนในการรับกาแฟ แต่ในบางกรณีนักโทษบางคนอาจต้องใช้ปริมาณมากเพราะต้องเผื่อแผ่ต่อนักโทษอื่นด้วย ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่จะต้องทำการตรวจสอบอีกครั้งถึงจำนวนที่เหมาะสมต่อไปในกรณีนี้เป็นการป้องกันการดื่มกาแฟที่มากเกินไปซึ่งอาจจะก่ออันตรายต่อร่างกายได้ นอกจากนั้นยังเป็นการจัดการกับความฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง และป้องกันการใช้กาแฟแทนเงินสดเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งของหรือบริการต่างๆที่อาจผิดกฎระเบียบของคุก

            ๔. จัดสถานที่และช่วงเวลาการดื่มกาแฟ: เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการแบ่งกลุ่มแบ่งพวกในการดื่มกาแฟ ทางคุก ควรจัดสถานที่เฉพาะขึ้นมาและกำหนดเวลาในการดื่มกาแฟ นักโทษก็ควรให้ความร่วมมือในการใช้สถานที่ดื่มกาแฟรวมกัน เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่ม นักโทษแต่ละคนอาจเตรียมกาแฟหรืออาหารที่จะรับประทานมารวมกันในสถานที่ที่คุกกำหนดให้ โดยทางคุกอาจจัดหาโทรทัศน์มาบริการ หรือมีการเปิดเพลงให้ฟังร่วมกันในบริเวณที่ทางคุกจัดให้ และพื้นที่ที่จัดควรมีการตกแต่งให้สวยงามเหมาะสม สะอาด ปลอดโปร่ง

            ๕. การจัดการเรื่องน้ำร้อน: คุกมีแนวทางในการจัดการเรื่องน้ำร้อนในการชงกาแฟ ๒ แนวทางคือ บริการหม้อน้ำร้อน โดยคุกจะต้องมีเตา เชื้อเพลิง (ถ่าน ก๊าซ) หม้อน้ำเพื่อต้มน้ำไว้บริการนักโทษ ในบริเวณและช่วงเวลาที่กำหนดไว้ อีกแนวทางหนึ่งคือ การอนุญาตการใช้กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าให้ถูกต้องโดยสำรวจจากความต้องการจากกลุ่มต่างๆเพื่อให้ทราบจำนวนที่แน่นอน เหมาะสมกับการใช้งานจริง แนวทางนี้ตัดปัญหาเรื่องราคากระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ที่นักโทษต้องออกเอง แต่คุกต้องเสียค่าไฟฟ้า หรือคุกอาจเก็บค่าไฟฟ้าแบบเหมาจ่ายสำหรับกระติกน้ำร้อนไฟฟ้าแต่ละเครื่องก็ได้ ซึ่งทั้งสองแนวทางนี้เป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรอันตรายจากการโดนไฟฟ้าดูดหรือไฟฟ้าช็อต และขจัดปัญหาการลักลอบนำอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าคุก

            นักโทษเป็นคนชายขอบที่ถูกกีดกันออกจากสังคมและถูกนำมารวมกันอยู่ภายใต้กฎระเบียบวินัยข้อบังคับและสิ่งแวดล้อมภายในคุก แต่ละคนมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน การตกมาอยู่ในสภาพเดียวกันคือ “นักโทษ” ทำให้แต่ละคนต้องการแสดงอัตลักษณ์ตัวตนของตัวเอง การดื่มกาแฟถูกสร้างให้เป็นวัฒนธรรมเป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความเป็นหมู่พวก

            การรวมกลุ่มดื่มกาแฟเป็นการสร้างพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ตัวตนของกลุ่ม เพื่อแสดงความเด่น ความแตกต่าง หรือเพื่อแสดงถึงความเท่าเทียมกันขึ้นในหมู่นักโทษ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟก็เหมือนวัฒนธรรมอื่นๆที่มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีก็อย่างเช่น กระตุ้นระบบประสาทให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายความเครียด สร้างความผูกพัน เกิดการพึ่งพาอาศัย การช่วยเหลือแบ่งปัน เกิดระเบียบในกลุ่มและเป็นพื้นที่ในการแสดงความเป็นตัวตน ส่วนผลเสียก็ได้แก่ การเกิดอาการเสพติด เกิดความสิ้นเปลือง เกิดการแลกเปลี่ยนโดยใช้กาแฟแทนเงินสด อาจเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจร และอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม

            การจัดการวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษในคุกนี้เป็นการจัดการวัฒนธรรมในสังคมปิด ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่นักโทษจะจัดการกับวัฒนธรรมของตนเองนั้นจึงเป็นเรื่องยาก ผู้มีส่วนในการจัดการวัฒนธรรมนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างรัฐ (คุก) กับนักโทษ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่นักโทษได้รับจากวัฒนธรรมการดื่มกาแฟและคำนึงถึงผลเสียในการควบคุม เปรียบเทียบชั่งน้ำหนักซึ่งกันและกัน จนได้ผลออกมาอันก่อประโยชน์สูงสุดในการดำเนินการสืบทอดวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของนักโทษต่อไป


บรรณานุกรม

กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยมวิสกี้ กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์น้ำค้าง, 2531.

คณาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  แนวความคิดพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรม คณะ  สังคมศาสตร์             มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

งามพิศ สัตย์สงวน, หลักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม, ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, คณะรัฐศาสตร์,         จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ 2538.

ชูศักดิ์  วิทยาภัค, สังคมศาสตร์กับการศึกษาคนชายขอบ, วารสารทางวิชากา, คณะสังคมศาสตร์           มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (ก.ค. – ธ.ค. 2541)

โชติรส  โกวิทวัฒนพงศ์ วัฒนธรรมไวน์ สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.

พวงเพชร  สุรัตนกวีกุล, เฌอมาลย์ ราชภัณฑารักษ์, มนุษย์กับสังคม/คณะกรรมการบริหารวิชาบูรณาการ             หมวดวิชาทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2547.

วันทนีย์  วาสิกสิน,สุรางค์รัตน์,วศินารมณ์, ดร.กิติพัฒน์  นนทปัทมะดุลย์, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสวัสดิการ            สังคมและสังคมสงค์เคราะห์, คณะสังคมสงค์เคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 5 2547.

วิมลสิทธิ  หรยางกูร, พฤติกรรมมนุษย์กับสภาพแวดล้อม: มูลฐานทางพฤติกรรมเพื่อการออกแบบและ    วางแผน            , ภาควิชาสถาปัตยกรรม, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,            2530.

 

ดร.ชาญชัย นิ่มสมบุญ

ปริญญาตรี การสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปริญญาโท วารสารศาสตรและการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปริญญาเอก การบริหารสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

งานประกวดแข่งขันสวนสนามผู้ต้องขัง เรือนจำและทันฑสถาณ ในเขตกรุงเทพมหานคร และ นนทบุรี ปี 2559

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ณ เรือนจำกลางบางขวาง

    พล.อ.ทิวะพร ชะนะพะเนาว์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีฯ งานประกวดแข่งขันสวนสนามผู้ต้องขัง เรือนจำและทันฑสถาณ ในเขตกรุงเทพมหานคร และ นนทบุรี

 

 

     การจัดงานประกวดแข่งขันสวนสนามมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนโยบายการจัดระเบียนภายในเรือนจำ/ทัณฑสถาน ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ผู้ต้องขังได้ฝึกระเบียบวินัยอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงจูงใจในการสร้างวินัยรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมผู้ต้องขังให้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามกฎระเบียบ วินัยของเรือนจำ/ทัณฑสถาน รู้จักรับผิดชอบต่อตนเองและสวนรวม

     นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส มหามงคลเถลิงถวัลราชสมบัติครบ 70 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2559

 

      การจัดงานในวันนี้ กรมราชทัณฑ์ได้มอบหมายให้เรือนจำกลางบางขวางเป็นเจ้าภาพในการประกวดแข่งขัน รอบคัดเลือก เรือนจำ/ทัณฑสถาณ ในเขตกรุงเทพมหานครและนนทบุรี ซึ่งมีเรือนจำ/ทัณฑสถานเข้าร่วมจำนวณ 7 แห่ง คือ เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เรือนจำพิเศษธนบุรี เรือนจำพิเศษมีนบุรี เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งมีผู้ต้องขังเข้าร่วมสวนสนาม จำนวณ 480 คน

 

      นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีกิจกรรมเยี่ยมญาติใกล้ชิดสำหรับผู้ต้องขังที่เข้าร่วมเดินสวนสนาม มีจำนวณญาติเข้าร่วมทั้งสิ้น จำนวณ 130 คน

 

การจัดระเบียนเรือนจำ ตามนโยบาย 5 ก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงราชทัณฑ์

โครงการพบญาติใกล้ชิดประจำปี 2558

 

เรือนจำกลางบางขวางจัดกิจกรรมพบญาติใกล้ชิด

ประจำปี 2558

โดยมีระเบียบ ดังนี้

 

 

 

พิธีถวายพระพรชัยมงคลและพิธีทบทวนคำปฏิญาณพร้อมทั้งสวนสนามของลูกเสือผู้ต้องขัง

 

นายสุรพล  แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง

เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล

และพิธีทบทวนคำปฏิญาณพร้อมทั้งสวนสนามของลูกเสือผู้ต้องขัง

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2558

ณ หอประชุมแดน 14

 

 

การจัดกิจกรรมและอบรมผู้ต้องขังเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

 

นายสุรพล แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง

เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมและอบรมผู้ต้องขัง

เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558

ณ อาคารห้องสมุดพร้อมปัญญา ชั้น 2