• 1

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 2

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 3

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 4

    เรือนจำกลางบางขวาง

ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ต้องขังกับเรือนจำผ่านการจัดสวัสดิการ

 

ดร.ชาญชัย นิ่มสมบุญ[1]

                                                                                                                                                                                               

                

                 การลงโทษผู้กระทำความผิดในสมัยโบราณ เป็นการปฏิบัติด้วยความเหี้ยมโหดต่อร่างกายของผู้กระทำผิด คุก/เรือนจำเป็นสถาบันเริ่มแรกที่ได้รับมอบอำนาจเด็ดขาดอันชอบธรรมจากรัฐในการลงโทษ ต่อมาหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘  ความรู้เรื่องการลงทัณฑ์ที่เหี้ยมโหดนั้นได้เปลี่ยนแปลงเป็นการลงโทษเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดโดยวิธีจำกัดอิสรภาพ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นคือ การจำกัดอิสรภาพของมนุษย์ด้วยการกักขังหรือการจำกัดพื้นที่ แต่ในความเป็นจริง การกักขังถือเป็นการทรมานจิตใจมากกว่าการทรมานทางร่างกายเสียอีก

                      หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศต่างๆเริ่มให้ความสนใจเรื่อง สิทธิมนุษชน ในระบบงานราชทัณฑ์ ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าทางอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาที่พบว่า การปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการลงโทษที่รุนแรงโหดร้ายหรือทำให้เกิดความทุกข์ทรมานย่อมไม่เกิดผลดีต่อผู้ต้องขังแต่อย่างใด ทำให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังค่อยๆลดความรุนแรงโหดร้ายลงเรื่อยๆจนเปลี่ยนแปลงกลายเป็นการควบคุมที่ปฏิบัติด้วยความเมตตาปราณีและมีมนุษยธรรมมากขึ้น

                      หลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังของงานราชทัณฑ์ไทยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากการปฏิบัติที่โหดร้ายทารุณมาเป็นการปฏิบัติด้วยความเมตตากรุณา ทำให้ผู้กระทำความผิดเกิดความสำนึกผิดและสามารถกลับตัวเป็นคนดี ไม่เกิดความอาฆาตแค้นในระบบเรือนจำ รู้สึกว่าเรือนจำเป็นเพียงสถานที่ลงโทษด้วยการจำกัดอิสรเสรีภาพเพราะการกระทำผิด เท่านั้น

                      แต่เนื่องจากเรือนจำเป็นหน่วยงานหรือองค์กรของทางราชการที่มีระบบการบริหารเป็นแบบทางการหรือมีธรรมชาติของการใช้อำนาจในการตัดสินใจในลักษณะเชิงบังคับ ประกอบกับความหมายของเรือนจำที่ใช้เป็นสถานที่ลงโทษทางจิตใจด้วยการกักขังจำกัดอิสรภาพ ทำให้เรือนจำอ้างความชอบธรรมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการใช้อำนาจด้วยการกำหนดกฎระเบียบวินัยขึ้นมาบังคับใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งตามหลักทัณฑวิทยายอมรับว่า การกักขังจำกัดอิสรภาพของเรือนจำสมัยใหม่ นอกจากจะเป็นการลงโทษทางจิตใจแล้ว ยังเป็นการลงโทษทรมานทางร่างกายอีกด้วย ซึ่งเกิดขึ้นจากกลไกทางอำนาจจากกฎระเบียบวินัยที่เข้มงวดของเรือนจำทำให้ผู้ต้องขังเกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน ต้องดิ้นรนต่อสู้แสวงหาหนทางรอดในชีวิตประจำวัน

                      ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ไทยได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “กรมราชทัณฑ์เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม แก้ไข และพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง เพื่อคืนคนดี มีคุณค่า สู่สังคม”โดยกำหนดพันธกิจหลักไว้ ๒ ประการคือ การควบคุม ผู้ต้องขังอย่างมืออาชีพ          และการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพ                                

                      พันธกิจหลัก ๒ ประการนี้ทำให้เกิดเป็นภารกิจที่เรือนจำจะต้องปฏิบัติให้บรรลุตามวิสัยทัศน์คือ ภารกิจการควบคุมผู้ต้องขังไม่ให้หลบหนีและก่อเกิดร้าย ด้วยการกำหนดกฎ ระเบียบวินัยขึ้นมาบังคับใช้ในการควบคุม และภารกิจการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูพฤตินิสัยให้ผู้ต้องขังกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่สังคม ซึ่งเป็นภารกิจใหม่ตามแนวคิดสากลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดสวัสดิการด้านต่างๆแก่ผู้ต้องขัง เช่น อาหารน้ำดื่มน้ำใช้ของใช้ เครื่องนุ่งห่มหลับนอน การรักษาพยาบาลและสุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงานฝึกวิชาชีพ การศึกษาเล่าเรียน การพักผ่อนหย่อนใจ การติดต่อสื่อสาร การรับรู้ข่าวสาร เป็นต้น           แต่เนื่องจากภารกิจการควบคุมไม่ให้หลบหนีเป็นภารกิจแรกเริ่มตั้งแต่กำเนิดเรือนจำโบราณทำให้รัฐหรือผู้บริหารเรือนจำตั้งแต่เริ่มแรกมีความชำนาญเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการควบคุมที่รวมเรียกว่า “กฎ ระเบียบวินัย” (Discipline) ขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ต้องขังตั้งแต่ตื่นนอนเช้าจนกระทั่งเข้านอน อันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการในด้านต่างๆแก่ผู้ต้องขัง ทั้งนี้ นอกจากเรือนจำจะอ้างความชอบธรรมในการปฏิบัติเพื่อการปรับเปลี่ยนนิสัยพฤติกรรมของผู้ต้องขังแล้ว เรือนจำยังใช้อำนาจอ้างความชอบธรรมเพื่อการควบคุมไม่ให้หลบหนีหรือเกิดเหตุร้าย ทำให้อำนาจจากกฎ ระเบียบวินัยในภารกิจการควบคุมครอบงำภารกิจในการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขัง

                      ดังนั้น การจัดสวัสดิการด้านต่างๆของเรือนจำจึงถูกกำหนดจากอำนาจของทางราชการแต่ฝ่ายเดียวที่อ้างความชอบธรรมด้วยความรู้จากสาขาวิชาต่างๆเท่านั้น ผู้ต้องขังไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือไม่มีส่วนร่วมแสดงความต้องการที่แท้จริงของตนเองเลย แม้เรือนจำนั้นจะเป็นสังคมที่ผู้ต้องขังเองต้องอดทนอยู่อาศัยเป็นเวลานานถึง ๑๐-๒๐ กว่าปีก็ตาม กล่าวโดยสรุป การจัดสวัสดิการในสังคมเรือนจำเป็นปฏิบัติการเชิงอำนาจจากรัฐต่อผู้ต้องขังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการควบคุมอันอ้างถึงความชอบธรรมเพื่อให้สังคมเรือนจำ “กินดี อยู่ดี มีสุข”(แต่ไม่มีสิทธิ์)และเมื่อผู้ต้องขังคนใดขัดขืนไม่ปฏิบัติตามหรือพยายามหลบเลี่ยงกฎระเบียบวินัย เรือนจำก็จะมีการใช้อำนาจในการลงโทษตามกฎระเบียบวินัย อย่างเช่น ตีตรวน ขังเดี่ยว งดการเยี่ยม การย้าย การตัดชั้น และตัดวันลดโทษจำคุก เป็นต้น                                                                      เนื่องจากภารกิจด้านการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังด้านต่างๆที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของกฎระเบียบวินัยจากภารกิจหลักในการควบคุมเพื่อไม่ให้หลบหนี รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในการควบคุม[2]ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้อำนาจของเรือนจำผ่านกฎ ระเบียบวินัยที่อ้างความชอบธรรมในเรื่องต่างๆมาควบคุมการจัดสวัสดิการผู้ต้องขัง ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ สภาพความเป็นอยู่ และการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่ง มิเเชล ฟูโกต์ (Michael Foucault) ได้ชี้ให้เห็นในหนังสือ Discipline and Punish: The Birth of Prison ว่า ด้านหนึ่งของภัยอันตรายของระเบียบวินัย ที่ห่อหุ้มด้วยความรู้ทางศีลธรรม จริยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อันเป็นการแสดงอำนาจครอบงำเหนือร่างกายมนุษย์ ระเบียบวินัยในทรรศนะของฟูโกต์เป็นวิถีทาง (means) ในการจำแนกแยกแยะ จัดกลุ่มจัดพวก จัดประเภทของปัจเจกบุคคลออกจากมวลมนุษยชาติ ระเบียบวินัยเป็นเทคนิคเฉพาะของอำนาจ ที่มองปัจเจกบุคคลเป็นเสมือนวัตถุและเป็นเหมือนกลไกในการรองรับการแสดงอำนาจ (กิติพัฒน์ นนทปัทมดุลย์. ๒๕๔๙: ๙๘)

                      นอกจากนั้น ฟูโกต์ ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับอำนาจของเขาที่แตกต่างจากอำนาจในความหมายเดิมๆว่า “อำนาจมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง อำนาจไม่มีศูนย์กลางอยู่ที่ใดที่หนึ่ง อำนาจสามารถที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุด อำนาจเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา” และกรอบความคิดของฟูโกต์ ยังเสนอว่า แม้สังคมปัจจุบันจะถูก “ครอบงำ” ด้วยอำนาจอย่างมากมาย โดยเฉพาะอำนาจที่เกิดจากกลไกการสร้างกฎ ระเบียบวินัย แต่กระนั้นก็ตามมนุษย์หรือสามัญชนคนธรรมดา ก็ใช่ว่าจะไร้โอกาสต่อต้านขัดขืนต่ออำนาจที่กระทำต่อ โดยฟูโกต์ได้สรุปความสัมพันธ์เชิงอำนาจไว้ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั้นย่อมมีการต่อต้านขัดขืนต่ออำนาจนั้น”ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ของการกักกันอิสรภาพอย่างคุกเช่นกัน (ชาญชัย นิ่มสมบุญ. ๒๕๕๐: ๔)

                      จากการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ในเรื่องของความต้องการสวัสดิการในด้านต่างๆจากกลุ่มผู้ต้องขังจำนวน ๒๒ คน ในเรือนจำกลางบางขวาง โดยใช้แนวคิดว่าด้วยเรื่องอำนาจของมิเเชล ฟูโกต์ (Michael Foucault) มาเป็นหลักในการวิเคราะห์การจัดสวัสดิการด้านต่างๆรวม ๘ ด้าน[3]ได้แก่ ๑) ด้านอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ และของใช้ ๒) ด้านที่อยู่อาศัย ๓) ด้านเครื่องนุ่งห่มหลับนอน ๔) ด้านการรักษาพยาบาลและสุขอนามัย ๕) ด้านการติดต่อสื่อสารกับภายนอก ๖) ด้านการบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ ๗) ด้านการนับถือศาสนาและการปฏิบัติศาสนกิจ ๘) ด้านการรับรู้ข่าวสาร  ซึ่งจากการศึกษาทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงในการจัดสวัสดิการของผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไปเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ๑)กำหนดโทษหรือระยะเวลาในการถูกคุมขัง ๒) อายุและลักษณะทางร่างกาย ๓) ฐานะ ๔) ภูมิลำเนา/เชื้อชาติ ๕) วัฒนธรรมประเพณี ๖) ศาสนา ๗) ทัศนคติ ๘) ภาษา ๙) ความต้องการทางเพศ ๑๐) ความต้องการความเป็นส่วนตัว ๑๑) ความต้องการความสะดวกสบาย/ผลประโยชน์ ๑๒) ปัญหาเรื่องของสุขภาพอนามัย และ ๑๓) สิทธิมนุษยชน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                      ๑. กำหนดโทษหรือระยะเวลาในการถูกคุมขัง:เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางส่วนใหญ่จะมีกำหนดโทษสูง ตั้งแต่ ๓๐ปีขึ้นไป จนถึงตลอดชีวิต และบางคนก็กดดันจากโทษประหารชีวิตซึ่งต้องอยู่ต่อสู้คดีในชั้นศาลอีกหลายปี การจำกัดควบคุมให้อยู่อาศัยแต่ในพื้นที่เดียวนานๆ สภาพเดิมๆ อาหารเดิมๆ คนเดิมๆ ทำให้ผู้ต้องขังเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสชาติของอาหารที่ซ้ำซากจำเจ ภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเดิมที่แออัดยัดเยียด ดังนั้น ผู้ต้องขังจึงต้องการให้มีการโยกย้ายที่อยู่อาศัยกลับภูมิลำเนาหรืออย่างน้อยก็ย้ายไปอยู่ในแดนที่มีห้องนอนที่โปร่งโล่งหรือมีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ต้องการให้ปรับปรุงในเรื่องรสชาติของอาหาร ต้องการให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ในแดนที่เป็นธรรมชาติ ต้องการได้รับสิทธิในการประกอบอาหารเองที่แตกต่างจากอาหารเรือนจำ เป็นต้น

                      ๒. อายุและลักษณะทางร่างกาย:ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางหลายคนอายุมากและบางคนมีความพิการหรือป่วยด้วยโรคประจำตัว แต่เนื่องจากการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังบางอย่าง เรือนจำยังละเลยไม่สนใจต่อผู้ต้องขังดังกล่าว อย่างเช่น แม้เรือนจำจะมีการจัดอาหารให้กับผู้ต้องขังต่างชาติ ผู้ต้องขังต่างศาสนา หรือผู้ต้องขังป่วยในโรงพยาบาล แต่เรือนจำยังไม่ให้ความสนใจในเรื่องอาหารของผู้ต้องขังชรา/ป่วย ดังนั้น ผู้ต้องขังเหล่านี้จึงเกิดความต้องการให้เรือนจำจัดอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายสำหรับผู้ต้องขังชราหรือผู้ต้องขังป่วยด้วยโรคประจำตัวเช่น โรคเก๊าส์ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น หรือกรณีห้องส้วมห้องน้ำที่เรือนจำใช้ระบบรวม ทำให้ผู้ต้องขังพิการ/ชราเกิดความลำบากและอาจเกิดอันตรายในการใช้ จึงต้องการให้เรือนจำสร้างห้องส้วมที่เป็นแบบโถ หรือห้องส้วมห้องน้ำที่พื้นไม่ลื่น มีราวจับยึดเกาะ เป็นต้น                      ๓. ฐานะ: เนื่องจากผู้ต้องขังบางคนมีฐานะร่ำรวยเคยอยู่อาศัยในสภาพที่ดีมีความพร้อมในเรื่องเครื่องใช้เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้เกิดความต้องการสวัสดิการที่ดีกว่าหรือมีมาตรฐานสูงกว่าผู้ต้องขังที่ยากจนทั่วไป ดังนั้น จึงต้องใช้อำนาจเงินในการได้มาซึ่งสวัสดิการที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง “บ้าน” เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ต้องการครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต ต้องการอาหารที่ดีกว่าด้วยการสั่งซื้อวัตถุดิบมาปรุงเอง ต้องการยาดีๆที่มีราคาแพง ต้องการเสื้อผ้าเนื้อดีมีคุณภาพ หรือการใช้เงินจ้างผู้ต้องขังอื่นทำงานเพื่อตนเอง อย่างเช่น บีบนวด ซักรีดผ้า ล้างจาน ล้างห้องส้วม ตรงข้ามกับผู้ต้องขังที่ยากจนบางคนก็พอใจกับอาหารที่เรือนจำจัดให้เพราะเปรียบเทียบกับตนเองที่ลำบากไม่เคยไปกินเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาเลย หรือพอใจกับที่อยู่อาศัยที่มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง มีพัดลมแก้ร้อน มีน้ำเย็นดื่ม เจ็บป่วยเรือนจำก็ทำการรักษาพยาบาล หรือพอใจกับเสื้อผ้าชุดนักโทษและของใช้ที่เรือนจำแจกให้ เป็นต้น

                      ๔. ภูมิลำเนา/เชื้อชาติ: เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางมาจากทั่วประเทศจากภาคต่างๆและก็มีผู้ต้องขังต่างชาติจากประเทศต่างๆซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า ๗๐๐ คน ดังนั้น ความต้องการสวัสดิการของแต่ละคนจึงมีความแตกต่างหลากหลาย แต่การจัดสวัสดิการผู้ต้องขังของเรือนจำจะจัดแบบรวมเป็นส่วนใหญ่ กรณีความแตกต่างทางภูมิลำเนา/เชื้อชาติของผู้ต้องขังจะเห็นชัดเจนในเรื่องของอาหาร อย่างเช่น ผู้ต้องขังภาคเหนือและอีสานนิยมกินข้าวเหนียว ผู้ต้องขังภาคกลางและภาคใต้นิยมกินข้าวสวย ผู้ต้องขังชาวไทยนิยมรสชาติเผ็ด ผู้ต้องขังต่างชาติ(เอเซียเหมือนกัน)ไม่กินเผ็ด[4]หรืออาหารบางอย่างเป็นอาหารเฉพาะท้องถิ่นเช่น ปลาร้า ปลาแห้ง ถั่วเน่า ผักกาดดองแห้ง เส้นหมี่ ใบชาหมัก ที่ทางครอบครัวเคยส่งมาให้ แต่เรือนจำงดรับพัสดุทำให้เกิดความลำบากในเรื่องอาหาร (ซึ่งทางร้านค้าสงเคราะห์ก็ไม่มีสินค้าประเภทเหล่านี้จำหน่าย) ผู้ต้องขังจึงต้องการให้เรือนจำอนุญาตให้รับของจากภายนอกเช่นเดิม เป็นต้น นอกจากนั้น ปัญหาของผู้ต้องขังชาวต่างชาติหรือผู้ต้องขังชนเผ่าหรือผู้ต้องขังชาวไทยที่ไม่มีบัตรทอง(ไม่มีหลักฐานทางราชการที่จะทำบัตรทอง)หรือผู้ต้องขังในประเทศยากจน เมื่อเกิดการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาล จะเกิดปัญหาเรื่อง “ใครจะรับผิดชอบเรื่องค่ารักษาพยาบาล” เพราะทางสถานทูตก็ไม่ยอมจ่ายให้ และผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่มีสิทธิรักษา “บัตรทอง รักษาทุกโรค” และทางเรือนจำก็ไม่มีงบประมาณหรือไม่มีนโยบายหรือมีกองทุนช่วยเหลือในกรณีผู้ต้องขังเหล่านี้เกิดการเจ็บป่วยที่ต้องมีค่ารักษาพยาบาล

                      ๕. วัฒนธรรมประเพณี: สิ่งนี้เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดความต้องการของผู้ต้องขังที่แตกต่างกัน อย่างเช่น การประกอบอาหารของผู้ต้องขังมุสลิม ซึ่งผู้ประกอบอาหารต้องเป็นมุสลิม ต้องมีการปรุงอาหารตามหลักศาสนา ทั้งการฆ่าที่ต้องมีการสวดมนต์ การล้างเนื้อต้องผ่านน้ำไหลให้สะอาดหมดเลือด ไม่กินเนื้อหมูเพราะเชื่อว่าหมูเป็นสัตว์สกปรกแพร่เชื้อโรค หรือกรณีผู้ต้องขังทางประเทศตะวันตกจะไม่รับประทานอาหารรสเผ็ด ซึ่งทางเรือนจำก็ต้องจัดหาแกงจืดไว้บริการแทนหรือนิยมรับประทานขนมปัง หรือผู้ต้องขังมุสลิมรับประทาน “โรตี” หรือกรณีการนอน ซึ่งตามวัฒนธรรมไทยจะนอนรวมกันบนพื้นมีเสื่อปูนอน แต่ต่างชาตินิยมความเป็นส่วนตัว จึงต้องการนอนแบบห้องส่วนตัว เตียงส่วนตัว และมีฟูกรองนอน หรือกรณี ความต้องการวิตามินก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาวต่างชาติที่กินวิตามินเป็นอาหารเสริม ประกอบกับเมื่อติดคุกในต่างประเทศ อาหารการกินแปลกแตกต่างทำให้ผู้ต้องขังต่างชาติมีความต้องการวิตามินมากขึ้นกว่าปกติ

                      ๖. ศาสนา:แม้ว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่ในเรือนจำที่แสดงความคิดเห็นความต้องการสวัสดิการเกี่ยวกับศาสนาจะมีความพอใจที่เรือนจำให้สิทธิหรือให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนาพิธี ทั้งเรือนจำได้จัดสถานที่หอประชุมเพื่อการประกอบพิธีทางศาสนารวมกันในโอกาสสำคัญของแต่ละศาสนา แต่เนื่องจากความลำบากในการขออนุญาตออกจากแดนและลักษณะของการประกอบศาสนาพิธีมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาคริสต์และอิสลามต้องการให้เรือนจำจัดเตรียมสถานที่ประกอบศาสนพิธีเฉพาะเป็นสัดส่วนในทุกแดน ทั้งนี้เนื่องจากศาสนาคริสต์จะต้องมีสถานที่ประกอบศานาพิธีที่สมมติว่าเป็น “โบสถ์” เพื่อร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าร่วมกันพร้อมกับการบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีที่อาจเป็นอิเลคโทนหรือกีต้าร์ หรือผู้ต้องขังมุสลิมก็ต้องการพื้นที่หรือสถานที่ทำการละหมาดร่วมกัน ซึ่งจะต้องทำการละหมาดกันตลอดทั้งวัน ส่วนผู้ต้องขังที่นับถือสาสนาพุทธก็อาศัยห้องนอนในการสวดมนต์ก่อนนอนและตอนเช้า ซึ่งก็ไม่มีปัญหามากนักเพราะส่วนใหญ่ ทุกแดนจะมีสถานที่ตั้งของพระพุทธรูปเพื่อให้กราบไหว้อยู่แล้ว ปัญหาเรื่องศาสนาในปัจจุบันน่าจะเป็นเรื่องของการขออนุญาตเข้าเยี่ยมที่บางครั้งผู้สอนศาสนาต้องการเยี่ยมผู้ต้องขังรวมกันจำนวนมากจากแดนต่างๆ ซึ่งทางเรือนจำจะไม่อนุญาต แต่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมตามวันที่กำหนดไว้สำหรับแดนแต่ละแดน หรือปัญหาในเรื่องของเยี่ยมบางอย่างที่เกี่ยวกับศาสนาซึ่งทางเรือนจำจะไม่อนุญาตนำมาให้ผู้ต้องขัง อย่างเช่น ของหวาน อาหาร หรืออินทผลัม ในวันถือศีลอดเดือนรอมฎอน

                      ๗. ทัศนคติ: ความต้องการให้มีการแยกห้องนอนหรือแยกแดนควบคุมเฉพาะผู้ต้องขังชราหรือพิการเป็นเรื่องของทัศนคติที่แตกต่างกันระหว่างผู้ต้องขังทั่วไปกับผู้ต้องขังชราหรือพิการ โดยทัศนคติของผู้ต้องขังทั่วไปที่มองผู้ต้องขังชราหรือพิการว่า เป็นผู้อ่อนแอ งุ่มง่ามเชื่องช้าเป็นภาระ ประสบการณ์ชีวิตต่างกัน พูดกันไม่รู้เรื่องต่างยุคต่างสมัย ไม่มีประโยชน์ ทำให้ผู้ต้องขังชราและพิการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มเหงทำร้ายรังแก่อยู่บ่อยครั้ง หรือผู้ต้องขังบางคนก็ไม่ชอบและอิจฉาริษยาผู้ต้องขังเหล่านี้ที่ได้สิทธิพิเศษเช่น รับอาหารก่อน ขึ้นห้องก่อน ได้รับของแจกพิเศษ(อาหารเสริม/กางเกงใน/แว่นตา)

                      ๘. ภาษา: เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางมาจากประเทศต่างๆจึงมีความแตกต่างกันทางภาษาในการสื่อสาร ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มภาษาใหญ่ ได้แก่  ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน ภาษาอารบิค ทำให้ผู้ต้องขังต้องการรับรู้ข่าวสารในภาษาของตนเอง ดังนั้น จึงเกิดความต้องการรับสัญญาณจากดาวเทียมโดยใช้เครื่องรับโทรทัศน์ส่วนตัวเพื่อรับชมข่าวสาร รายการในภาษาของตนเอง หรือรับฟังข่าวสาร รายการ ด้วยวิทยุส่วนตัว หรือหนังสืออ่านที่เป็นภาษาของตนเอง แต่เนื่องจากเรือนจำไม่อนุญาตให้ครอบครองสิ่งของเหล่านี้เป็นส่วนตัว จึงทำให้เกิดปัญหาในการลักลอบนำเข้ามาหรือแอบลักลอบใช้เป็นของส่วนตัว

                      ๙. ความต้องการทางเพศ:เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางเป็นผู้ต้องขังเพศชาย ซึ่งที่ต้องมีความต้องการทางเพศ ทำให้ผู้ต้องขังต้องการหนังสือหรือสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องเพศเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกต้องการทางเพศที่พวกเขาให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติ และเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นเสียหายอะไร แต่กฎ ระเบียบของเรือนจำถือว่า หนังสือหรือสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นเรื่องต้องห้ามผิดศีลธรรม ผลที่เกิดขึ้นก็คือผู้ต้องขังติดสินบนเจ้าหน้าที่แอบนำหนังสือ สื่อ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศเข้ามาให้ในเรือนจำ แต่บางครั้ง ถึงแม้เรือนจำจะไม่ส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ แต่เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่มากับการมีเพศสัมพันธ์ เรือนจำก็มีการแจกถุงยางอนามัยให้ผู้ต้องขังไว้ป้องกันโรคติดต่อเช่นกัน

                      ๑๐. ความต้องการความเป็นส่วนตัว: เนื่องจากพื้นที่ในเรือนจำเป็นพื้นที่ที่ถูกควบคุมความเคลื่อนไหวต่างๆในชีวิตประจำวันของผู้ต้องขังด้วยการ “จ้องมอง” ทั้งจากการเฝ้าตรวตราของเจ้าหน้าที่และการจับตามองด้วยกล้องวงจรปิด รวมทั้งการถูกจู่โจมตรวจค้นได้ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวันทั้งการตรวจค้นตัวและตรวจค้นสิ่งของเครื่องใช้ในที่อยู่อาศัย ดังนั้น ความเป็นส่วนตัวจึงเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังทุกคนต้องการแสวงหา แม้ว่าจะเป็นการจำลอง “บ้าน” ในคุกให้เหมือนกับบ้านข้างนอกคุก ที่มีคนรับใช้ส่วนตัว มีเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนตัว เก้าอี้/โต๊ะส่วนตัว โทรทัศน์/วิทยุส่วนตัว ห้องน้ำ/ห้องส้วมส่วนตัว หรือการลักลอบใช้โทรศัพท์ส่วนตัว หรือการใช้โทรศัพท์สาธารณะของเรือนจำก็ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องการให้ใครมานั่งฟังการสนทนา หรือต้องการมีเครื่องมือทำครัวส่วนตัว(เขียง มีด ครก กะทะ -อ้างว่าถ้าเป็นของส่วนรวมจะแย่งกันแล้วเกิดการทะเลาะวิวาท) หรือต้องการใส่เสื้อผ้าส่วนตัวเพราะอายถ้าใส่ของหลวง เป็นต้น

                      ๑๑. ความต้องการความสะดวกสบาย/ผลประโยชน์: เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำถูกจำกัดเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ที่เรือนจำอนุญาตให้เฉพาะที่จำเป็น ไม่มากเกินไป สิ่งของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ทุกอย่างจะต้องเป็นของส่วนรวมที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้น ผู้ต้องขังจึงต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวันในสังคมสมัยใหม่ หรือต้องการให้เรือนจำปูพื้นกระเบื้องในห้องขังเพื่อให้ห้องเย็นและสะอาด หรือต้องการพื้นที่ (บ้าน) เพื่ออยู่อาศัยในเวลากลางวัน     ส่วนสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เคยได้รับจะต้องรักษาไว้และเรียกร้องถ้าถูกตัดหรืองดหรือต้องการเพิ่มขึ้น อย่างเช่น การเรียกร้องการรับพัสดุหรือสิ่งของจากภายนอก ซึ่งทางเรือนจำตัดและงดเนื่องจากเพื่อป้องกันยาเสพติดและโทรศัพท์เข้าเรือนจำ แต่ผู้ต้องขังก็เรียกร้องให้เรือนจำอนุญาตโดยเสนอให้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดด้วยเครื่องเอ็กซเรย์หรือเพิ่มเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นให้มากขึ้น หรือการประกอบอาหารเองที่ทางเรือนจำเสนอให้กำหนดวันในการปรุงอาหารหรืออนุญาตให้ผู้ต้องขังบางชั้นเท่านั้นที่สามารถประกอบอาหารได้ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะล้นคุก แต่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการตัดและลดสวัสดิการของตนเองลง หรือกรณีการใช้โทรศัพท์และการเยี่ยมญาติ ซึ่งถึงแม้เรือนจำจะกำหนดระยะเวลาในการโทร แต่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ก็ยังต้องการให้เพิ่มเวลา หรือกรณีของใช้ที่เรือนจำแจกให้ ผู้ต้องขังก็ยังต้องการให้มีการแจกของให้มากขึ้น แจกให้เป็นประจำอย่างเพียงพอ และต้องการของแจกที่มีคุณภาพดีกว่า เป็นต้น นอกจากนั้น สวัสดิการบางอย่างอาจมีลักษณะแอบแฝงเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ดีอย่างเช่น ฟูกนอนของผู้ต้องขังที่ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าห่มหลายๆผืนมาเย็บซ้อนทับกัน ซึ่งจะกลายเป็นที่ซุกซ่อนสิ่งของต้องห้ามของผู้ต้องขัง ที่บ่อยครั้งในการตรวจค้นจะพบสิ่งของต้องห้ามอยู่ในฟูกนอน แต่จากการเสนอแนะว่า เรือนจำควรแจกฟูกนอนที่เป็นฟองน้ำที่เป็นมาตรฐานให้กับผู้ต้องขัง ผู้ต้องขังส่วนหนึ่งกลับไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลเพียงว่า ผู้ต้องขังแต่ละคนชอบสีไม่เหมือนกันและผู้ต้องขังแต่ละคนรูปร่างไม่เท่ากัน

                      ๑๒. สุขภาพอนามัย: ความต้องการของผู้ต้องขังที่อ้างถึงเรื่องสุขภาพอนามัยมีความหลากหลายครอบคลุมการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังเป็นวงกว้างเกือบจะทุกด้าน ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการให้เรือนจำจัดอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายให้กับผู้ต้องขังชราและผู้ต้องขังที่ป่วยด้วยโรคประจำตัว(โรคเก๊าส์-กินสัตว์ปีก/หน่อไม้ไม่ได้ โรคความดันโลหิตสูง-กินอาหารมัน/เค็มไม่ได้ โรคเบาหวานและโรคอ้วน-กินอาหารพวกหวาน/มันไม่ได้ เป็นต้น) การเสนอให้เรือนจำแจกผลไม้ให้กับผู้ต้องขังทุกวัน ความต้องการให้เปลี่ยนไส้กรองเครื่องกรองน้ำ ความต้องการให้เรือนจำดูแลเรื่องความแออัด/ความสะอาด/ความโปร่งในห้องนอน ความต้องการให้แบ่งเวลาในการอาบน้ำ/อาบน้ำด้วยฝักบัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค ความต้องการน้ำยาและอุปกรณ์ในการทำความสะอาดห้องนอนและห้องส้วม ความต้องการให้เรือนจำดูแลเรื่องมุ้งลวดและการฉีดยาฆ่ายุง/แมลง ความต้องการแยกห้องผู้ต้องขังที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ออกจากกัน ความต้องการยาที่มีคุณภาพดีรวมทั้งวิตามินเป็นอาหารเสริม ความต้องการอุปกรณ์กีฬาและเครื่องออกกำลังกาย ความต้องการให้เรือนจำดูแลเรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย และการกำจัดแมวออกจากเรือนจำเพราะเป็นพาหนะแพร่เชื้อโรค เป็นต้น นอกจากนั้น เรื่องสุขภาพจิตยังเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการให้เจ้าหน้าที่ตระหนักถึงการตรวจจดหมายเล่นมิตรของผู้ต้องขัง ความต้องการให้เจ้าหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ต้องขังป่วยโรคจิตเวชไม่ให้ทำร้านหรือตีตรวน ขังเดี่ยว หรือกรณี ความต้องการฟังวิทยุส่วนตัวทำให้ผู้ต้องขังมีความเป็นส่วนตัวสุขภาพจิตดีขึ้น

                      ๑๓. สิทธิมนุษยชน: เนื่องจากกระแสสิทธิมนุษยชนที่ประเทศต่างๆยอมรับ รวมทั้งงานราชทัณฑ์ของประเทศไทย ทำให้ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการทำร้ายร่างกายผู้ต้องขัง ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการให้เรือนจำถอดตรวนผู้ต้องขังเพราะสร้างความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และน่าอับอายไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ต้องการให้เกิดการทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังเพราะเป็นการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อน ความต้องการให้เรือนจำงดการขังเดี่ยวผู้ต้องขังที่กระทำความผิด ความต้องการให้เรือนจำสร้างห้องน้ำห้องส้วมที่ปกปิดมิดชิดปิดบังร่างกายและกิจกรรมที่น่าเกลียด น่าอับอาย ความต้องการให้เรือนจำสร้างหรือปรับปรุงห้องน้ำห้องส้วมสำหรับผู้ต้องขังชราหรือพิการที่มีราวยึดจับและพื้นไม่ลื่น หรือไม่ต้องการสวมชุดนักโทษเพราะความอับอาย เป็นต้น

                      จากการศึกษาความต้องการสวัสดิการด้านต่างๆของผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายเนื่องจากปัจจัยต่างๆดังกล่าว ทำให้พบลักษณะความต้องการสวัสดิการของผู้ต้องขัง ดังนี้ คือ

                      ๑. ความต้องการสวัสดิการของผู้ต้องขังเป็นเรื่องของความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือดีขึ้นกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการปรุงอาหารเองเพราะต้องการอาหารที่มีรสชาติที่ตนเองต้องการ ซึ่งถึงแม้ทางเรือนจำจะมีการประกอบอาหารหลากหลายเมนูก็ตาม หรือต้องการได้เวลาเพิ่มในการเยี่ยมญาติหรือการใช้โทรศัพท์สาธารณะ แม้เรือนจำจะให้สิทธิในการโทรศัพท์หรือเยี่ยมญาติ หรือต้องการดื่มน้ำที่กรองทั้งๆที่เรือนจำจัดหาน้ำประปาที่สะอาดไว้บริการ เป็นต้น

                      ๒. ความต้องการสวัสดิการของผู้ต้องขังเกิดจากข้อตกลง/สัญญา/สิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการให้ดูแลเรื่องอาหาร ที่อาบน้ำ ห้องส้วม หรือความต้องการได้รับแจกเครื่องนอนที่เป็นมาตรฐานแบบเดียวกัน หรือความต้องการให้เรือนจำดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยเกี่ยวกับสภาพที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และการออกกำลังกาย ที่เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติ หรือหลักสิทธิมนุษยชนที่ทำให้เกิดความต้องการให้แยกห้องนอนของผู้ต้องขังชรา/พิการ หรือไม่ต้องการให้ลงโทษด้วยการตีตรวน ขังเดี่ยว การย้าย หรือการทำร้ายผู้ต้องขัง หรือการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้รับรู้ข่าวสารและติดต่อสื่อสารกับภายนอกมากขึ้น

                      ๓. ความต้องการสวัสดิการของผู้ต้องขังเป็นเรื่องที่ทางเรือนจำสามารถปฏิบัติได้ ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการเรื่องประเภทของอาหารสำหรับผู้ต้องขังชรา ที่ตามปกติ เรือนจำก็แยกประเภทอาหารสำหรับผู้ต้องขังป่วยและผู้ต้องขังต่างชาติ หรือกรณีห้องส้วมผู้ต้องขังชรา/พิการที่ผู้ต้องขังต้องการให้เป็นแบบโถหรือมีพื้นที่ไม่ลื่น มีราวสำหรับจับยึดนั้น ซึ่งสถานพยาบาลของเรือนจำก็มีการสร้างส้วมแบบดังกล่าวให้กับผู้ต้องขังชรา/พิการ/ป่วย ในแดนโรงพยาบาล หรือกรณีห้องส้วมที่เปิดโล่งนั้น บางเรือนจำก็ออกแบบให้มีความมิดชิดมากขึ้นโดยกั้นด้านข้างให้สูงขึ้น เปิดเฉพาะด้านหน้า หรือกรณีการโทรศัพท์ในวันหยุดในปัจจุบันก็มีแนวโน้มว่าจะเปิดบริการให้ผู้ต้องขังซึ่งกำลังศึกษาแนวทางปฏิบัติอยู่ เป็นต้น

                      เนื่องจากการที่ผู้ต้องขังต้องการสวัสดิการที่ดีกว่าและเพิ่มขึ้นจากที่เรือนจำกำหนด ทำให้เกิดการแสวงหาสวัสดิการด้วยวิธีการและการกระทำต่างๆ ซึ่งแสดงออกถึงปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ต่อต้านกฎ ระเบียบวินัย ของเรือนจำ ซึ่งจากการศึกษาจะพบว่า

                      ๑. การจ้างหรือติดสินบนเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้ได้มาซึ่งสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรือดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การจ้างเจ้าหน้าที่ซื้อหนังสือ อาหาร ผลไม้ อุปกรณ์การกีฬา หรือการติดสินบนเพิ่มเวลาในการโทรศัพท์ การเยี่ยมญาติ หรือการติดสินบนไม่ให้ถูกตีตรวน ไม่ให้ถูกย้าย ฯลฯ

                      ๒. เนื่องจากสิ่งของบางอย่างเป็นสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งของไม่อนุญาตนำเข้าเรือนจำ ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ เงินสด ยาเสพติด เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เล่นการพนัน หนังสือโป๊ ฯลฯ ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกิดขึ้นคือ ติดสินบนเจ้าหน้าที่นำเข้า แอบลักลอบนำเข้ามากับตัวผู้ต้องขัง หรือเข้ามาทางของเยี่ยม พัสดุไปรษณีย์ หรือการติดต่อให้คนภายนอกโยนข้ามกำแพง เป็นต้น

                      ๓. ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจต้องแลกมาด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการแสวงหาสวัสดิการด้านต่างๆของผู้ต้องขังบางคน ยกตัวอย่างเช่น การนำเอาผ้าห่มที่ทิ้งแล้วหรือผ้าห่มของผู้ต้องขังที่ตายมาทำฟูกนอน/หมอน  การกินอาหารที่เหลือจากเจ้าหน้าที่ การรับทำงานซักผ้า/ล้างจาน/บีบนวดให้ผู้ต้องขังขาใหญ่ การยอมขายตัวแลกกับสวัสดิการ การยอมล้างห้องส้วมให้ผู้ต้องขังรวย หรือการรับจ้างล้าง-ตักส้วมเพื่อต้องการเงินมาใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการ เป็นต้น

                      ๔. การยอมถูกลงโทษจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับสวัสดิการเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจรูปแบบหนึ่งในการต่อต้านขัดขืนต่อกฎ ระเบียบวินัยของเรือนจำ ยกตัวอย่างเช่น การรับจ้างเก็บ/รับเป็นเจ้าของยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือหรือการรับจ้างทวงหนี้เพื่อให้ได้รับเงิน/สวัสดิการจากผู้ต้องขังขาใหญ่/อิทธิพล การลักลอบเล่นการพนันหรือลักลอบเสพยาเสพติดเพื่อต้องการผ่อนคลายความกดดันจากการถูกคุมขัง การแอบลักลอบนำโทรศัพท์เข้าเรือนจำเพราะต้องการติดต่อกับคนรักหรือครอบครัวเป็นส่วนตัวในระยะเวลา/ช่วงเวลาที่ต้องการ หรือการลักขโมยสิ่งของ เสื้อผ้าเพราะ ความขาดแคลน หรือการทำร้ายข่มขู่เอาสิ่งของเครื่องใช้จากผู้ต้องขังอื่น เป็นต้น

                      จากการศึกษาปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกิดขึ้นระหว่างความต้องการสวัสดิการของผู้ต้องขังกับกฎ ระเบียบวินัยของเรือนจำ ทำให้เกิดผลดีและผลเสียต่อทั้งการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ต้องขังและการควบคุมของเรือนจำ ดังตัวอย่างต่อไปนี้  

                      ๑. การจัดสวัสดิการด้านอาหารน้ำดื่มน้ำใช้ของใช้:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า เรือนจำได้ประโยชน์จากการงดรับพัสดุสิ่งของจากภายนอก ซึ่งเป็นการป้องกันการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและยาเสพติด รวมทั้งร้านค้าสงเคราะห์ฯก็มีกำไรจากการขายสินค้าให้กับผู้ต้องขัง และเรือนจำก็ประหยัดงบประมาณในด้านอาหารเพราะผู้ต้องขังซื้อหาวัตถุดิบมาปรุงอาหารเองและประหยัดงบประมาณในการซื้อของแจกที่มีคุณภาพราคาแพง เจ้าหน้าที่เรือนจำก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินสินบน ส่วนในด้านผู้ต้องขังก็ได้ประโยชน์จาการติดสินบนเจ้าหน้าที่ในการนำเงินสดเข้ามาซื้อหาอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของเครื่องใช้ ที่ดีมีคุณภาพ มีผงชูรสที่ทำให้อาหารมีรสชาติถูกปาก มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอำนวยความสะดวกหรือไม่ต้องอับอายหรือเสี่ยงติดโรคเพราะมีห้องอาบน้ำส่วนตัว ทำให้สุขภาพร่างกายดี สภาพชีวิตความเป็นอยู่และสภาพจิตใจดีขึ้น เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ ผู้ต้องขังต้องเสียเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรือดีขึ้น และการมีเงินสดใช้เป็นการกระทำที่ผิดกฎ ระเบียบ ทำให้เกิดการเล่นการพนันตามมา และผู้ต้องขังที่มีเงินก็สามารถซื้อหาสวัสดิการที่ดีกว่าผู้ต้องขังที่ยากจนเกิดความเลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคเท่าเทียม ผู้ต้องขังที่ยากจนที่ต้องการสวัสดิการที่ดีก็ต้องไปอยู่กับผู้ต้องขังที่มีเงินเกิดการรวมกลุ่มสร้างอิทธิพล ทะเลาะวิวาทกัน บางกลุ่มก็มีการกระทำความผิดอย่างเช่น ออกเงินกู้ ทวงหนี้ เปิดบ่อนการพนัน ค้าขายยาเสพติด ผู้ต้องขังที่ไม่ยอมเข้ากลุ่มก็ต้องทนอับอายยอมเสียศักดิ์ศรีรับของแจกที่ไม่มีคุณภาพจากเรือนจำ ส่วนเรื่องเครื่องไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกที่ลักลอบติดสินบนนำเข้าเรือนจำก็ทำให้เรือนจำต้องรับภาระค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าสูง และการที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ส่งผลให้ผู้ต้องขังต้องหาวิธีต้มน้ำด้วยการ “ช็อตน้ำ” หรือ “เผาน้ำ” ซึ่งอาจเกิดไฟดูดหรือเกิดอัคคีภัยได้ นอกจากนั้น การอนุญาตให้ผู้ต้องขังประกอบอาหารเองทำให้ผู้ต้องขังมีมีดซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามถือว่าเป็นอาวุธที่อาจนำไปทำร้ายผู้ต้องขังอื่นเมื่อเกิดการทำเลาะวิวาท เป็นต้น

                      ๒. การจัดสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า เรือนจำไม่ต้องเสียงบประมาณในการก่อสร้างขยายพื้นที่เพื่อให้ผู้ต้องขังอยู่อาศัยที่เหมาะสมและเพียงพอ และยังได้สถานที่ทำงานที่มาจากเงินของผู้ต้องขังที่สร้างให้แล้วผู้ต้องขังก็อยู่อาศัยด้วย และผู้ต้องขังเองก็ต้องเสียเงินเพื่อสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นและดีขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ผลประโยชน์สินบนตอบแทน ทำให้ผู้ต้องขังมีเครื่องอำนวยความสะดวกใช้ในที่พักอาศัยอย่างเช่น พัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้า และมีที่พักอาศัยที่เป็นสัดส่วน เป็นส่วนตัวและสภาพเหมาะสม หรือผู้ต้องขังบางคนที่ต้องทำงานดูแลผู้ต้องขังป่วยในแดนโรงพยาบาลทำให้ได้ห้องพักและเตียงนอนส่วนตัว หรือผู้ต้องขังที่ทำงานในแดนฝึกวิชาชีพหรือแดนประกอบอาหารหรือแดนเลี้ยงสัตว์ก็ได้อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นธรรมชาติหรือห้องนอนที่โปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทได้ดี นอกจากนั้น เงินสินบนยังทำให้ผู้ต้องขังได้ออกมานอนห้องสายกลางหรือนอนในพื้นที่ที่ไม่แออัด ไม่มียุงหรือแมลงรบกวนหรือห้องที่ไม่มีกลิ่นควันบุหรี่ เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ ผู้ต้องขังต้องเสียเงินเพื่อซื้อพื้นที่หรือค่าใช้จ่ายในการสร้างที่พักอาศัยในเวลากลางวัน ต้องเสียเงินเพื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวกในที่พักอาศัยซึ่งส่งผลเสียต่อเรือนจำที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในเรื่องกระแสไฟฟ้า ต้องทำงานหนักเพื่อแลกกับที่อยู่อาศัยที่ดี แต่สำหรับผู้ต้องขังที่ยากจนไม่มีเงินก็ต้องยอมเสียศักดิ์ศรีอยู่อาศัยตามชายคาตึกบ้าง ข้างกองขยะบ้าง ตามข้างห้องส้วมบ้าง หรือผู้ต้องขังที่ยากจนบางคนก็เลือกที่จะไปขออยู่อาศัยกับผู้ต้องขังขาใหญ่ที่มีฐานะดี เกิดการรวมกลุ่มเป็นแก๊งค์ที่ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทหรือกระทำความผิดในเรือนจำ นอกจากนั้น การได้มาซึ่งสวัสดิการที่ต้องใช้เงินแลกทำให้เกิดความเลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคเท่าเทียม เป็นต้น

                      ๓. การจัดสวัสดิการด้านเครื่องนุ่งห่มหลับนอน:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า ผู้ต้องขังที่สวมเสื้อผ้าชุดผู้ต้องขังที่ญาติตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีราคาแพงแล้วส่งมาให้นั้นทำให้ผู้ต้องขังลดความรู้สึกอับอายลงได้บ้าง ส่วนผู้ต้องขังที่นำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหลับนอนเก่ามาซักทำความสะอาดแล้วใช้ใหม่หรือนำผ้าห่มเก่ามาซ้อนกันและเย็บเป็นฟูกนอน ทำให้มีฟูกนอน เสื้อผ้าใช้โดยไม่ต้องเสียเงินหรือไม่ต้องพึ่งงบประมาณของเรือนจำเป็นการประหยัดงบประมาณในการซื้อหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหลับนอนให้กับผู้ต้องขัง ส่วนผู้ต้องขังที่มีเงินก็สามารถสั่งซื้อเสื้อผ้าเครื่องหลับนอนหรือฟูกนอนฟองน้ำที่ได้มาตรฐานสะอาดมีคุณภาพจากร้านค้าสงเคราะห์ฯทำให้ร้านค้ามีกำไรจากการขายสินค้า เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหลับนอนเก่าหรือฟูกนอนที่ทำจากผ้าห่มเก่าอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ พวกหืดหอบ วัณโรค ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องขังที่ใช้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ และเป็นการเสียศักดิ์ศรีที่ผู้ต้องขังจนๆต้องใช้ฟูกนอนที่ทำจากผ้าห่มเก่า ส่วนผู้ต้องขังที่ต้องการได้นอนฟูกฟองน้ำก็ต้องเสียเงินซื้อในราคาแพง เกิดความเลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคเท่าเทียม เกิดการลักลอบนำเงินสดเข้ามาใช้ซื้อฟูกนอนที่มีราคาแพง(เรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังใช้จ่ายได้วันละไม่เกิน ๓๐๐ บาท)นอกจากนั้น ผู้ต้องขังที่ยากจนบางคนก็เข้ารวมกลุ่มกับผู้ต้องขังขาใหญ่หรือขอความช่วยเหลือเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจากผู้ต้องขังขาใหญ่ที่มีฐานะทางการเงิน ทำให้เกิดความเกรงใจจากการให้การช่วยเหลือ ซึ่งอาจเกิดการตอบแทนบุญคุณด้วยการกระทำผิดอย่างเช่น ทำร้ายร่างกายเพื่อทวงหนี้ รับจ้างเป็นเจ้าของหรือเก็บสิ่งของต้องห้าม (ยาเสพติด/โทรศัพท์มือถือ) เป็นต้น

                      ๔. การจัดสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและสุขภาพอนามัย:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า เจ้าหน้าที่จะได้ผลประโยชน์จากเงินสินบน ซึ่งส่งผลให้ผู้ต้องขังได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้รับยารักษาโรคและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ไม่ต้องถูกพันธนาการขณะนอนป่วยในโรงพยาบาลนอกเรือนจำ หรือมีเครื่องออกกำลังกาย มีอุปกรณ์กีฬาและสนามกีฬาในการออกกำลังกายในเรือนจำ หรือออกเงินกันเองเพื่อซื้อน้ำยาหรืออุปกรณ์ล้างห้องส้วมหรือจ้างผู้ต้องขังทำความสะอาดเพื่อให้ได้ห้องส้วมที่สะอาดใช้หรือเสียเงินสร้างที่พักที่ติดห้องส้วมแล้วกั้นเป็นห้องส้วมส่วนตัวหรือต้องทำงานให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้มีสิทธิใช้ห้องส้วมส่วนตัวที่มิดชิดหรือผู้ต้องขังบางคนก็ยอมเสียศักดิ์ศรีล้างห้องส้วมเจ้าหน้าที่เพื่อตนเองจะได้ใช้บ้าง ส่วนเรื่อง ขยะในเรือนจำ ผู้ต้องขังที่อาสาเก็บ คัดแยก และขนขยะขึ้นรถก็จะได้เงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดขายขยะและเรือนจำก็จะได้เงินจากการขายขยะมาซื้อไม้กวาด ถุงใส่ขยะ ส่วนปัญหาเรื่องแมวจะมีผลดีต่อผู้ต้องขังในเรื่องช่วยผ่อนคลายความเหงาลดความเครียดทำให้จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา สำหรับผลดีต่อเรือนจำคือ เรือนจำประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาด การสร้างพื้นที่ในการออกกำลังกาย การจัดหาเครื่องออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา และค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะและการกำจัดสิ่งปฏิกูล และกรณีผู้ต้องขังป่วยโรคจิตเวช เรือนจำก็ไม่ต้องเสียงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ต้องขังป่วยโรคจิตเวชมากเพราะเรือนจำจะทำการควบคุมด้วยการขังเดี่ยวหรือตีตรวนแทนการนำตัวไปรักษา เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ ผู้ต้องขังต้องเสียเงินเพื่อซื้อยารักษาโรคที่มีคุณภาพดีกว่าและได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคเท่าเทียม ระหว่างผู้ต้องขังที่มีเงินกับผู้ต้องขังที่ยากจนที่อาจไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพ และจากกรณีการติดสินบนเพื่อไม่ให้ถูกล่ามโซ่หรือถูกพันธนาการแบบอื่นๆทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย การหลบหนี จากโรงพยาบาลภายนอก ส่วนผู้ต้องขังป่วยโรคจิตเวชที่เรือนจำไม่ให้การรักษาอาการให้หายก็อาจจะเกิดอันตรายจากการถูกผู้ต้องขังอื่นทำร้ายเพราะก่อความรำคาญหรืออาจจะทำร้ายทำอันตรายแก่ผู้ต้องขังอื่น หรือเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะเอาผู้ต้องขังป่วยนี้ไปขังเดี่ยวหรือตีตรวน เป็นต้น

                      กรณีเรื่องสุขภาพอนามัย ผู้ต้องขังต้องเสียเงินจ่ายค่าอุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องกีฬา อุปกรณ์ น้ำยาทำความสะอาด และค่าจ้างในการตักสิ่งปฏิกูล รวมทั้งบางกรณีถือว่าเป็นการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเช่น การขับถ่ายในส้วมที่เปิดโล่ง การล้างห้องส้วมให้เจ้าหน้าที่ หรือการรับจ้างล้างห้องส้วมผู้ต้องขัง หรือการเก็บขยะและการตักสิ่งปฏิกูล ส่วนกรณีขยะที่เหลืออยู่ในแดนก็จะทำให้เกิดหนอน กลิ่นเหม็น และแมลงวันรบกวนเพราะ เรือนจำไม่มีรถมาเก็บขยะให้หมดทุกวัน และสถานที่เก็บขยะก็กลายเป็นสถานที่สกปรก เจ้าหน้าที่ไม่อยากเข้าใกล้ทำให้ผู้ต้องขังที่จัดการเรื่องขยะซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากทำงานนี้จะอาศัยเรื่องของความสกปรกแอบหาผลประโยชน์จากการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าในแดนหรือเรือนจำหรือใช้สถานที่เก็บขยะเป็นที่ซุกซ่อนเก็บสิ่งของต้องห้ามหรือหมักเหล้าหรือลักลอบเล่นการพนัน เป็นต้น

                      นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องแมว เป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ต้องขังมากเพราะแมวจะขับถ่ายของเสียตามที่ต่างๆทำให้สภาพแวดล้อมสกปรกและสิ่งของเครื่องใช้เสื้อผ้าของผู้ต้องขังเสียหายสกปรก หรือไม่อย่างนั้นก็จะวิ่งไล่กันแล้วไปชนสิ่งของตกแตกเสียหาย หรือผู้ต้องขังบางคนก็บอกว่า แมวทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคเกี่ยวกับผิวหนังหรือโรคทางเดินหายใจ จนบางครั้งผู้ต้องขังที่เกลียดแมวก็จะตีทำร้ายหรือถึงกับฆ่าแมว และถึงแม้ว่าทางเรือนจำจะมีการทำหมันแมวแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในการควบคุมการแพร่พันธุ์เพราะผู้ต้องขังที่รักแมวจะนำแมวไปซ่อนเพื่อไม่ให้ทำหมัน เรื่องของแมว เรือนจำเข้าใจว่าแมวเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดเดียวในเรือนจำที่ช่วยคลายความเหงาสำหรับผู้ต้องขังจึงไม่มีการนำแมวออกไปจากเรือนจำ แม้ว่าแมวจะเป็นสัตว์ที่เป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าเรือนจำก็ตาม เป็นต้น

                      ๕. การจัดสวัสดิการด้านการติดต่อสื่อสารกับภายนอก:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า การจะได้มาซึ่งสวัสดิการด้านนี้ ผู้ต้องขังต้องติดสินบนให้ผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เรือนจำ ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องขังได้รับเวลาในการเยี่ยมและการโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้น และจากการแอบนำเข้าโทรศัพท์มือถือมาใช้ในเรือนจำ ทำให้การติดต่อสื่อสารของผู้ต้องขังกับบุคคลภายนอกมีความสะดวก สะบาย และรวดเร็วมากขึ้น ผู้ต้องขังมีความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสาร สามารถติดต่อกับใครก็ได้ วันและเวลาไหนก็ได้ และจากการที่ผู้ต้องขังมีโทรศัพท์ส่วนตัวใช้ทำให้ความต้องการเรื่องเวลาในการเยี่ยมและการโทรศัพท์น้อยลง เจ้าหน้าที่ก็ไม่เหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการเยี่ยมและการใช้โทรศัพท์สาธารณะของเรือนจำ เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ ผู้ต้องขังต้องเสียเงินเพื่อสวัสดิการด้านนี้ที่เพิ่มขึ้นหรือดีขึ้น เกิดความเลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคเท่าเทียม เพราะผู้ต้องขังที่มีเงินสามารถได้รับเวลาในการเยี่ยมและการโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้น และจากความไม่เพียงพอของการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะของเรือนจำและความไม่เป็นส่วนตัวที่ต้องมีการฟังการสนทนาหรืออัดเทป ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้ส่วนตัว ส่งผลให้เกิดความเสียหายในการควบคุมและต่อชื่อเสียงภาพพจน์ของเรือนจำ กรณีที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อค้าขายยาเสพติดระหว่างผู้ต้องขังในเรือนจำกับบุคคลภายนอกผ่านทางโทรศัพท์มือถือ นอกจากนั้น การติดต่อสื่อสารผ่านทางจดหมายที่ต้องมีการปั๊มตราเซ็นชื่อผ่านการตรวจเซ็นเซอร์จากเจ้าหน้าที่และต้องจ่าหน้าซองที่อยู่ของเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังเกิดความอับอาย เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่องความเป็นส่วนตัว ดังนั้น ผู้ต้องขังบางคนก็ใช้วิธีลักลอบนำจดหมายออกโดยไม่ผ่านการตรวจเซ็นเซอร์จากเจ้าหน้าที่ ซึ่งบางครั้งข้อความในจดหมายอาจเป็นข้อความที่ละเมิดหรือข่มขู่บุคคลอื่น หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ เป็นต้น

                      ๖.การจัดสวัสดิการด้านการบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า เจ้าหน้าที่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการติดสินบนของผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังก็ได้หนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หนังสือสำหรับผู้ชาย เข้ามาอ่านในเรือนจำ หรือได้อุปกรณ์การพนันมาเล่นในเรือนจำ รวมทั้งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าจำพวกโทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นแผ่น และเครื่องดนตรีส่วนตัว เพื่อความบันเทิงและผ่อนคลายหรือเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการถูกคุมขังหรือผ่อนคลายความเก็บกดและกดดันทางเพศและเป็นการป้องกันการข่มขืนหรือลดการทำร้ายทางเพศในเรือนจำลง และในทางกลับกัน เรือนจำก็ไม่ต้องเสียเงินเป็นการประหยัดงบประมาณค่าเครื่องดนตรี ค่าหนังสือ นิตยสาร และสิ่งพิมพ์ เพราะผู้ต้องขังจะออกเงินซื้อหามาเอง เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ ผู้ต้องขังต้องเสียเงินซื้อหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์เพราะ บางแดนไม่มีห้องสมุดไว้บริการผู้ต้องขังหรือมีแต่หนังสือเก่าไม่ทันสมัย กรณีหนังสือโป๊หรือหนังสือสำหรับผู้ชายถือว่าเป็นสิ่งของต้องห้าม ที่ลามกอนาจารทำให้เสื่อมเสียศีลธรรมอันดี แม้จะเป็นการผ่อนคลายความกดดันทางเพศก็ตาม หรือการลักลอบนำอุปกรณ์การเล่นการพนันซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้ามาเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียดแต่ก็ส่งผลให้เกิดหนี้และการทำร้ายร่างกายเพื่อทวงหนี้หรือการจ่ายหนี้ด้วยยาเสพติดตามมา ส่วนกรณีการลักลอบนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาก็ส่งผลให้เรือนจำต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่องการใช้กระแสไฟฟ้า หรือเรื่องเกี่ยวกับเครื่องดนตรี ซึ่งถ้าผู้ต้องขังต้องการนำมาเล่นส่วนตัวก็ต้องเสียเงินแอบนำเข้ามาหรือต้องเสียเงินจ้างผู้ต้องขังที่มีฝีมือทำให้โดยใช้วัสดุในเรือนจำ(กีต้า ซอ) หรือต้องเสียสละกำลังกายในการทำงานเพื่อได้สิทธิเล่นเครื่องดนตรี อย่างเช่น ในแดนโรงพยาบาลที่ผู้ต้องขังต้องทำงานหนักช่วยดูแลผู้ต้องขังป่วยเพื่อให้ได้เล่นเครื่องดนตรีที่เจ้าหน้าที่จัดให้ในโครงการดนตรีบำบัด นอกจากนั้น ในเรื่องของการแสดงดนตรี แสดงตลก ร้องเพลง เต้นรำ ในแดน หรือการจะจัดกิจกรรมเข้าจังหวะต่างๆ ทางเรือนจำจะไม่อนุญาตเพราะ ที่ผ่านมามีการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้า-ออกแดนหรือบางครั้งก็เกิดการทะเลาะวิวาทกันในขณะที่มีกิจกรรมดังกล่าว เป็นต้น

                      ๗. การจัดสวัสดิการด้านการนับถือศาสนาและการปฏิบัติศาสนกิจ: จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า การที่ผู้ต้องขังไม่ออกไปอบรมหรือปฏิบัติศาสนกิจเพราะมีการตรวจค้นร่างกายทำให้เกิดความรู้สึกว่าจะออกไปทำความดีแต่ก็ต้องถูกปฏิบัติเหมือนคนไม่ดีจึงไม่ออกไปอบรมฯซึ่งก็ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้นไม่รู้สึกอึดอัด แต่ถ้าไม่มีการตรวจค้นตนเองก็ออกไปอบรมฯ ซึ่งการตรวจค้นนี้เป็นผลดีต่อเรือนจำเป็นการป้องกันการลักลอบน้ำสิ่งของต้องห้ามเข้าออกแดน นอกจากนั้น การที่ไม่ได้ออกไปอบรมฯนอกแดนด้วยเหตุผลของความรู้สึกอึดอัดจากการถูกตรวจค้น หรือการไม่มีเวลาต้องทำงานตลอดวัน หรือด้วยเหตุผลของเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีเวลาควบคุมไปส่ง ทำให้ผู้ต้องขังหาทางออกด้วยการหาสถานที่ประกอบศาสนกิจด้วยตัวเองอย่างเช่น ขอห้องเป็นโบสถ์ในวันอาทิตย์หรือการสร้างโบสถ์ในแดนของผู้ต้องขังชาวคริสต์ หรือขอนอนห้องเดียวกันเพื่อทำการละหมาดของผู้ต้องขังชาวมุสลิม หรือการขออนุญาตสวดมนต์ไหว้พระในห้องนอนตอนเช้า-เย็น ของผู้ต้องขังชาวพุทธ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ต้องขังมีสถานที่ใช้ประกอบกิจกรรมทางศาสนาที่สะดวก สบาย และผู้ต้องขังได้รับการอบรมสั่งสอนและได้สิทธิในการประกอบศาสนกิจของแต่ละศาสนาเท่าเทียมกัน เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ ผู้ต้องขังไม่ได้รับการอบรมกล่อมเกลาทางจิตใจเพราะรู้สึกอึดอัดไม่อยากถูกตรวจค้น ซึ่งกรณีผู้ต้องขังออกนอกแดนไปอบรมทางศาสนานี้ ผู้ต้องขังบางคนถือโอกาสแอบติดต่อเรื่องยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามกับผู้ต้องขังจากแดนอื่นๆ นอกจากนั้น การที่ผู้ต้องขังขอนอนห้องเดียวกันเพื่อปฏิบัติศาสนกิจของตนเองนั้น บางกลุ่มก็แอบลักลอบกระทำความผิดอย่างเช่น การแอบใช้โทรศัพท์หรือการลักลอบติดต่อค้าขายยาเสพติดทั้งนี้เพราะผู้ต้องขังเป็นกลุ่มหรือพวกเดียวกันจึงไม่มีใครบอกข่าวให้กับเจ้าหน้าที่ หรือกรณีการก่อสร้างศาสนาสถานที่ใช้ประกอบศาสนกิจ ผู้ต้องขังก็ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายเองในการก่อสร้าง

                      ๘. การจัดสวัสดิการด้านการรับรู้ข่าวสาร:จากการศึกษาผลดีของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจพบว่า ความต้องการสวัสดิการด้านนี้ได้มาจากการให้ผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หนังสือ หรือเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสายรับสัญญาณดาวเทียมเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ส่วนตัว แต่ผลที่ได้คือ ผู้ต้องขังได้รับรู้ข่าวสารอย่างละเอียดเป็นส่วนตัว และได้รับรู้ข่าวสารหลากหลายช่องทางและรายการ และไม่ต้องทะเลาะวิวาทเนื่องจากแย่งกันเปิดช่องที่ตนเองต้องการ หรือผู้ต้องขังต่างชาติก็ได้รับรู้ข่าวสารในภาษาของตนเอง เป็นต้น

                      ส่วนผลเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจคือ นอกจากผู้ต้องขังต้องเสียเงินเพื่อนำเข้าหนังสือ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสายรับสัญญาณดาวเทียมแล้ว การที่ผู้ต้องขังได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียดและหลากหลาย โดยไม่มีการควบคุมอาจก่อให้เกิดเหตุร้ายเอาอย่างตามเหตุการณ์ของข่าวที่เกิดขึ้น หรือกรณีที่ผู้ต้องขังที่มีเงินสามารถได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่หลากหลายและเป็นส่วนตัวทำให้เกิดความเลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคเท่าเทียม และส่งผลต่อเรือนจำที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่องการใช้กระแสไฟฟ้า เนื่องจากการใช้โทรทัศน์หรือวิทยุส่วนตัวของผู้ต้องขัง เป็นต้น

                      สรุปผลดีผลเสียที่เกิดขึ้นจากการแสวงหาสวัสดิการด้านต่างๆของผู้ต้องขัง ดังต่อไปนี้

                      ๑. ผู้ต้องขังได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรือดีกว่าเดิม ทำให้การดำรงชีวิตของผู้ต้องขังดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ การติดต่อสื่อการกับภายนอก(เวลาในการเยี่ยมญาติ/การโทรศัพท์ หรือการแอบใช้โทรศัพท์ส่วนตัว) เป็นต้น แต่สิ่งที่ผู้ต้องขังต้องเสียเพื่อแลกกับการได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรือดีกว่าเดิมคือ “เงิน”

                      ๒. เจ้าหน้าที่ได้รับผลประโยชน์ เงิน สิ่งของ จากผู้ต้องขังที่ต้องการสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรือดีกว่าเดิม

                      ๓. เรือนจำประหยัดงบประมาณในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆอย่างเช่น งบประมาณจัดหาของแจกที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ค่าอาหาร/ผลไม้ลดลงเพราะ ผู้ต้องขังประกอบอาหารเอง หรือจ้างเจ้าหน้าที่ซื้อ หรือไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนไส้กรองน้ำเพราะผู้ต้องขังออกเงินซื้อกันเอง หรือประหยัดค่าก่อสร้างที่อยู่อาศัยเนื่องจากผู้ต้องขังที่มีเงินออกค่าก่อสร้างให้ หรือไม่ต้องเสียเงินในการจัดสวัสดิการสำหรับผู้ต้องขังชรา/พิการ เป็นต้น

                      ๔. เรือนจำเกิดปัญหาในการควบคุมเช่น ปัญหาการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้ติดต่อค้าขายยาเสพติด การลักลอบนำเงินสดเข้ามาเล่นการพนัน การสิ้นเปลืองค่ากระแสไฟฟ้าจากการลักลอบใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เกิดการทะเลาะวิวาทจากความไม่เท่าเทียมเสมอภาคระหว่างผู้ต้องขังที่จนกับรวย เป็นต้น

                      ๕. ผู้ต้องขังเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การยอมขายตัวของผู้ต้องขัง ความอับอายจากการใช้ห้องส้วมที่เปิดโล่ง การถูกลงโทษด้วยการตีตรวนขังเดี่ยวเพราะแอบลักลอบใช้โทรศัพท์มือถือ การนอนที่แออัดยัดเยียด การรับจ้างล้างส้วมให้กับผู้ต้องขังที่รวย ถึงแม้การเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นและดำเนินไปเป็นเวลานาน แต่เรือนจำก็ยังไม่มีการแก้ไข จนผู้ต้องขังไม่เกิดความรู้สึกว่าเสียศักดิ์ศรี เพราะ “ความชินชา” เป็นต้น               

                      จากการศึกษาความต้องการสวัสดิการด้านต่างๆของผู้ต้องขัง ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกฎ ระเบียบวินัยของเรือนจำแล้ว ทำให้เห็นปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกิดขึ้นอันก่อให้เกิดผลดี ผลเสีย ต่อการดำเนินชีวิตผู้ต้องขังและการควบคุมของเรือนจำ ซึ่งจากการวิเคราะห์ความต้องการในการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังที่ผ่านมาจะพบปัญหาในการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์/เรือนจำ ดังต่อไปนี้

                      ๑. พันธกิจ(นโยบาย)ในการควบคุม:ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดคุก ภาระกิจแรกของเรือนจำคือการลงโทษด้วยการคุมขังและไม่ให้สามารถหลบหนีออกไปจากพื้นที่ควบคุม แต่ต่อมาการราชทัณฑ์ทั่วโลกต่างยอมรับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักทัณฑวิทยาประกอบกับระบบเศรษฐกิจที่ต้องการกำลังผลิตมากขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาระกิจในการแก้ไขฟื้นฟูผู้ที่กระทำความผิดให้กลับตัวเป็นคนดีกลายเป็นกำลังผลิตที่ดีของสังคม แต่ในกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูนั้น เรือนจำได้นำเอาหลักในการควบคุมมากำกับดูแล ที่เรียกว่า กฎ ระเบียบวินัย ซึ่งในความเป็นจริง กฎ ระเบียบวินัย นั้นก็คือการลงโทษรูปแบบหนึ่งที่เปลี่ยนจากการลงโทษที่โหดร้ายมาเป็นการควบคุมให้กระทำตามด้วยข้ออ้างอันชอบธรรมจากความรู้ในสาขาวิชาต่างๆเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขังนั่นเอง ดังนั้น กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังหรือการจัดสวัสดิการจึงเป็นเรื่องของอำนาจที่แอบแฝงตัวอย่างแนบเนียนอยู่ในการจัดสวัสดิการในด้านต่างๆของผู้ต้องขัง ทำให้ในบางครั้ง ถ้าการจัดสวัสดิการด้านใดเกิดการกระทบต่อกฎ ระเบียบวินัยในการควบคุมของเรือนจำ สวัสดิการด้านนั้นก็จะถูกลด งด หรือไม่ยอมรับหรือไม่เกิดการปฏิบัติอย่างเต็มที่ ส่งผลให้การจัดสวัสดิการผู้ต้องขังไม่เกิดประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตรงตามพันธกิจในการบำบัดแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขัง        

                      ๒. การขาดแคลนงบประมาณ:ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณทำให้เกิดปัญหาการจัดสวัสดิการของกรมราชทัณฑ์/เรือนจำเกือบทุกด้านเช่นกัน ซึ่งส่งผลต่อการจัดสวัสดิการในทุกๆด้านส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำของผู้ต้องขังอย่างเช่น การขาดแคลนงบประมาณส่งผลต่อการจัดหาผลไม้ การจัดอาหารที่มีคุณภาพดีเพียงพอ หรือไม่มีเงินการสร้างที่อาบน้ำแบบฝักบัวหรือสถานที่อาบน้ำสำหรับผู้ต้องขังชรา/พิการ ที่มีที่นั่งอาบหรือมีราวให้จับยึดและพื้นไม่ลื่น สร้างความลำบากและเป็นอันตรายแก่ผู้ต้องขังชราและพิการ หรือเกี่ยวกับความแออัดในห้องขังหรือพื้นที่เรือนจำส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง เกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายถึงบาดเจ็บและเสียชีวิต หรือการขาดแคลนงบประมาณก่อปัญหาในเรื่องการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ต้องขังต่างชาติประเทศที่ยากจน ผู้ต้องขังชนเผ่าชาติพันธุ์ และผู้ต้องขังที่ไม่มีหลักฐานในการทำบัตรทองรักษาทุกโรค เป็นต้น

                      ๓. การขาดแคลนเจ้าหน้าที่: ปัญหาเรื่องการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในเรือนจำซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการในด้านต่างๆแก่ผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ก่อให้เกิดปัญหาในการจัดสวัสดิการที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง ยกตัวอย่างเช่น เรือนจำขาดเจ้าหน้าที่มีความรู้ทางโภชนาการหรือการประกอบอาหารที่ถูกวิธี ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของคุณภาพอาหารและความซ้ำซากจำเจของรสชาติ กรณีที่เรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังต้องสวมใส่ชุดนักโทษออกนอกเรือนจำ สาเหตุหลักคือ เจ้าหน้าที่ควบคุมมีน้อย การสวมเสื้อชุดนักโทษทำให้สามารถสังเกตุเห็นได้ง่าย มีประโยชน์ในการควบคุม การจับตามอง แต่ตัวผู้ต้องขังต้องอดทนกับความอับอายที่ตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนและสื่อมวลชนที่นำภาพไปทำข่าวเผยแพร่ นอกจากนั้น การขาดแคลนจิตแพทย์ทำให้เรือนจำต้องทำการควบคุมผู้ต้องขังป่วยจิตเวชด้วยการตีตรวนและขังเดี่ยว เป็นต้น

                      ๔. อคติที่มีต่อผู้ต้องขัง: เนื่องจากวาทกรรมที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังมีความหมายด้านลบคือ ความผิด ความชั่ว ความเลวร้าย ความโหดร้ายป่าเถื่อน ความเบี่ยงเบนจากความปกติ ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปไม่สนใจใยดีกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง ไม่สนใจว่าผู้ต้องขังจะได้รับความทุกข์ทรมานอย่างไรในการถูกคุมขัง ประชาชนทั่วไปจะรังเกียจชิงชังผู้ต้องขังว่าเป็นผู้ที่ทำร้ายสังคมและสมควรถูกลงโทษ ประชาชนเพียงส่วนน้อยที่จะเข้าใจเห็นใจในชะตากรรม[5]ที่ผู้ต้องขังได้รับ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การลดปริมาณข้าวสารต่อวันของผู้ต้องขังลงจาก ๘๕๐-๙๕๐ กรัมเหลือ ๕๐๐ กรัม การลดเงินค่าอาหารของผู้ต้องขังต่อวันลงจาก ๕๙ บาทเหลือ ๔๒ บาทและเสนอให้งบประมาณค่าซื้อผลไม้ ๑ บาทต่อผู้ต้องขังหนึ่งคน หรือกรณีของใช้ที่แจกให้กับผู้ต้องขังจะเป็นสินค้าที่ราคาถูกไม่ค่อยมีคุณภาพ สินค้าที่คนจนใช้ และบางอย่างมียี่ห้อที่ไม่มีแพร่หลายในท้องตลาด หรือเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการในการติดต่อสื่อสารกับภายนอก กรณีจดหมายเล่นมิตรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของผู้ต้องขังที่ทำให้เกิดกำลังใจ เกิดความสุข ความหวัง คลายความเหงาความกดดันในการถูกคุมขัง แต่เจ้าหน้าที่ตรวจจดหมายบางคน “โยนทิ้งถังขยะ” โดยให้เหตุผลว่า “ไร้สาระ ขี้เกียจตรวจ” หรือกรณีเกี่ยวกับการลงโทษ อคติที่เห็นได้ชัดเจนคือ อคติที่เจ้าหน้าที่มีต่อผู้ต้องขังป่วยโรคจิตเวชที่เรียกว่า “บ้า” เจ้าหน้าที่จะไม่ค่อยสนใจผู้ต้องขังบ้า สมัยก่อนเป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าหน้าที่จะตีตรวน ขังเดี่ยว หรือทำร้ายผู้ต้องขังเหล่านี้ เพื่อจุดประสงค์ให้ “หายบ้า” โดยเจ้าหน้าที่มีความเชื่อว่า เป็นเรื่องของบาปกรรมหรือเวรกรรมที่ตามสนองจากการกระทำความผิดของผู้ต้องขังอย่างเช่น ฆ่าคนตาย ฆ่าบุพการี ฆ่าพระ เป็นต้น หรือการซ้อมทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังที่ไม่สามารถต่อสู้ได้เพราะคิดว่า ผู้ต้องขังคือ นักโทษ ไม่ใช่คน เป็นต้น

                      ๕. สภาพของเรือนจำ: เรือนจำกลางบางขวางเป็นเรือนจำที่ใช้ควบคุมผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษสูงหลายสิบ จนถึงตลอดชีวิตและโทษประหารชีวิต ดังนั้น สภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมการก่อสร้างจึงตอบสนองต่อการควบคุมที่เข้มงวด กำแพงสูง ป้อมรักษาการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธ สันกำแพงมีทั้งลวดหนามและลวดกระแสไฟฟ้า ห้องมีลักษณะทึบ กำหนดให้นอนรวมกัน และเนื่องจากก่อสร้างมาเป็นเวลานานกว่า ๘๐ ปีทำให้สภาพภายในเรือนจำเกิดความทรุดโทรมจากความเก่าแก่ของวัสดุก่อสร้าง ความสกปรกของบริเวณภายในเรือนจำ และจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่คุมขังหรือใช้สอยเท่าเดิม สภาพของเรือนจำเช่นนี้จึงก่อให้เกิดผลต่อการจัดสวัสดิการของเรือนจำในด้านต่างๆ อย่างเช่น บริเวณอาบน้ำที่เก่าสกปรก มีตะไคร่น้ำ ทำให้ต้องระมัดระวังเพราะอาจลื่นหกล้มหัวฟาดพื้นหรือบาดเจ็บแขนขาหัก หรือเนื่องจากห้องขังมีจำนวนจำกัด ทำให้ยากที่จะจัดแยกผู้ต้องขังที่สูบบุหรี่ออกจากผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หรือแยกห้องผู้ต้องขังชรา/พิการออกจากผู้ต้องขังทั่วไป นอกจากนั้น การที่เรือนจำอนุญาตให้ผู้ต้องขังประกอบอาหารเองทำให้เกิดปัญหาเรื่อง “ขยะล้นคุก”[6]แต่เนื่องจากเรือนจำไม่ได้ออกแบบมาให้มีสถานที่เก็บขยะ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและแมลงวัน ปัญหาเรื่องสิ่งปฏิกูลก็เช่นกัน สมัยก่อน นิยมลงโทษผู้ต้องขังที่ทำผิดวินัยด้วยการให้ “ตักส้วม” จึงไม่เกิดปัญหาส้วมเต็ม แต่ปัจจุบัน เรือนจำเกิดปัญหารถสูบสิ่งปฏิกูลไม่สามารถเข้าไปสูบได้เพราะประตูแดนไม่ได้ออกแบบให้รถเข้าได้ หรือกรณีการลงโทษ เนื่องจากสภาพของเรือนจำที่เต็มไปด้วยความกดดัน ความเครียด จากความแออัดยัดเยียดของจำนวนผู้ต้องขัง การเอารัดเอาเปรียบ การคุกคามข่มขู่จากผู้ต้องขังอื่น ความหวาดกลัวจากการอยู่ร่วมกันกับอาชญากรและผู้ต้องขังโรคจิต การขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ ความคิดถึงครอบครัว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิดการกระทำความผิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย การเสพยาเสพติด การลักลอบใช้โทรศัพท์มือถือ การเล่นการพนัน การทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย ฯลฯ ดังนั้น การลงโทษผู้ต้องขังต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของเรือนจำด้วยที่ส่งผลต่อการกระทำความผิดของผู้ต้องขัง  

                      เรือนจำเป็นหน่วยงานของทางราชการที่มีธรรมชาติของการใช้อำนาจ โดยเฉพาะคุก/เรือนจำเป็นหน่วยงานที่มีการใช้อำนาจแบบ “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” (Total Institution) ที่อ้างองค์ความรู้ต่างๆสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเพื่อให้ประสบความสำเร็จในพันธกิจของการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของผู้ต้องขัง แต่เนื่องจากเรือนจำมีพันธกิจสำคัญในการควบคุมเพื่อไม่ให้หลบหนีและเกิดเหตุร้าย ทำให้เรือนจำใช้อำนาจในการควบคุมครอบงำพันธกิจของการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ก่อให้เกิดปัญหาในการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขัง                จากแนวคิดว่าด้วยอำนาจของมิแชล ฟูโกต์ ที่ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้านขัดขืนต่ออำนาจนั้น” ทำให้ผู้ต้องขังซึ่งมีความแตกต่างทางประชากรศาสตร์อย่างมากพยายามแสวงหาวิธีการต่างๆอันแสดงถึงปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการที่ดีกว่าหรือมากกว่าที่เรือนจำกำหนด ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียต่อทั้งการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขังและการควบคุมของเรือนจำ อำนาจในความหมายของมิแชล ฟูโกต์ มิได้เป็นการแสดงออกของอำนาจด้านลบในการบังคับกดทับตามความเห็นของคนทั่วไปเท่านั้น แต่อำนาจยังมีด้านบวก อย่างในกรณีของการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์/เรือนจำ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี “กินดี อยู่ดี มีสุข” อยู่ในระเบียบเพื่อความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงอาชญากรให้กลับตัวเป็นคนดีเป็นประโยชน์เป็นผลผลิตของสังคม

                      แต่ถึงแม้ว่าการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์/เรือนจำจะมีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่การจัดสวัสดิการก็ยังเป็นเรื่องของอำนาจที่แฝงอยู่อย่างแนบเนียนในการจัดสวัสดิการผู้ต้องขัง ซึ่งไม่ได้แสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงอำนาจที่ควบคุมอย่างการเฆี่ยนตี การตีตรวน การขังเดี่ยว การทำร้ายร่างกาย การประหารชีวิต แต่เป็นอำนาจที่ควบคุมทางจิตใจด้วยกฎ ระเบียบวินัย ด้วยการควบคุมการตื่น การนอน การทำงาน การออกกำลังกาย การกิน การอยู่ การอาบน้ำ การเข้าห้องส้วม ความต้องการทางเพศ การครอบครองสิ่งของต่างๆ การติดต่อสื่อสาร การแต่งกาย การแสดงพฤติกรรมต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเกิดการใช้อำนาจ ก็ต้องมีการต่อต้าน ขัดขืน ต่อรอง และจำยอม ต่ออำนาจที่กระทำต่อ เป็นไปตามแนวความคิดเรื่องอำนาจของมิแชล ฟูโกต์ ที่ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้านขัดขืน”

                      จากความแตกต่างทางประชากรศาสตร์ของผู้ต้องขังที่ส่งผลต่อความต้องการสวัสดิการที่หลากหลายทำให้ผู้ต้องขังมีวิธีการต่างๆในการแสวงหาสวัสดิการของตนเองที่ต้องการให้มากขึ้นหรือดีขึ้นกว่าที่เรือนจำกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบนเจ้าหน้าที่ การแอบลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งของไม่ได้รับอนุญาตเข้าเรือนจำ การแลกมาด้วยความอับอายไร้เกียรติ์ไร้ศักดิ์ศรี หรือการแสวงหาสวัสดิการด้วยการกระทำความผิดอย่างเช่น การลักขโมย การรับจ้างทวงหนี้ การข่มขู่เรียกค่าคุ้มครอง การจับจ้างเก็บสิ่งของต้องห้ามหรือรับเป็นเจ้าของสิ่งของต้องห้าม การลักลอบเล่นการพนัน การลักลอบหมักเหล้า การลักลอบใช้โทรศัพท์มือถือ การแอบเสพยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งผลของการกระทำผิดกฎระเบียบวินัยที่ควบคุมการจัดสวัสดิการของกรมราชทัณฑ์ที่ยังมีปัญหาอุปสรรคต่างๆดังที่กล่าวมาคือ การลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นการทุบตีทำร้ายร่างกาย การตีตรวน การย้าย การขังเดี่ยว การตัดเยี่ยม การตัดวันลดโทษ การตัดชั้น ดังนั้น เมื่อพิจารณาปัญหาต่างๆในการจัดสวัสดิการในปัจจุบันประกอบกับความต้องการที่แตกต่างหลากหลายของผู้ต้องขังแล้ว การลงโทษผู้ต้องขังจึงเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาทบทวนว่า ผู้ต้องขังที่กระทำความผิดบางกรณีสมควรถูกลงโทษหรือไม่ หรือถูกลงโทษที่เหมาะสมถูกต้องหรือไม่

                      กรมราชทัณฑ์เป็นองค์กรเพื่อสังคมที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้คนกระทำผิดต่อสังคมและทำการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับตัวเป็นคนดี ดังนั้น การจัดสวัสดิการของผู้ต้องขังจึงจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นในการจัดสวัสดิการจากทั้งตัวผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และจากภายนอก ได้แก่ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม รวมทั้งประชาชนและญาติพี่น้องครอบครัวของผู้ต้องขัง อันนำมาซึ่งภาคีแนวร่วมในการเข้ามาบริจาคช่วยเหลือหรือมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการของผู้ต้องขังเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ จะทำให้การจัดสวัสดิการเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ต้องขัง

                      ดังนั้น หน้าที่สำคัญของกรมราชทัณฑ์คือ การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ต้องขัง เพื่อให้ประชาชน บริษัท ห้างร้าน หรือองค์กร/หน่วยงานสวัสดิการสังคมภายนอกหรือแม้แต่ญาติพี่น้องของผู้ต้องขังเข้ามามีส่วนร่วมออกความคิดเห็นและช่วยเหลือในการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่น บริษัทที่มีการทำธุรกิจเพื่อสังคม(CSR) อาจติดต่อขอรับบริจาคเงินสร้างเรือนนอนหรือพื้นที่พักอาศัยของผู้ต้องขัง หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์(เครื่องกรองน้ำ/สบู่/ยาสีฟัน ฯลฯ)ก็อาจขอบริจาคสินค้าหรือขอซื้อสินค้าในราคาทุนให้กับผู้ต้องขัง หรือหน่วยงาน/องค์กรทางการแพทย์ก็อาจขอความร่วมมือในการส่งจิตแพทย์/แพทย์เฉพาะทางเข้ามาตรวจรักษาผู้ต้องขังป่วยโรคจิตเวช/โรคเฉพาะ หรือติดต่อองค์กรทางศาสนาต่างๆให้เข้ามาอบรมทางศาสนาหรือบริจาคสิ่งของเครื่องใช้หรือเงินแก่ผู้ต้องขัง หรือการตั้งกองทุนขอรับการบริจาคจากประชาชนทั่วไป หรือการจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ต้องขังกับประชาชน เป็นต้น ซึ่งการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้จะส่งผลต่อจิตใจของผู้ต้องขังให้เกิดความสำนักผิดและกลับตัวเป็นคนดีของสังคมต่อไปเมื่อพ้นโทษ

                      อีกประการหนึ่ง เนื่องจากเรือนจำกลางบางขวางเป็นเรือนจำที่คุมขังผู้ต้องขังที่มีความแตกต่างกันอย่างมากทางประชากรศาสตร์(เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม อายุ ฐานะฯลฯ) ทำให้การจัดสวัสดิการต้องมีการจัดสวัสดิการที่มีความหลากหลายสำหรับผู้ต้องขังแต่ละประเภท ดังนั้น เรือนจำควรแยกผู้ต้องขังออกเป็นประเภทต่างๆ(หนุ่ม/แก่/ป่วย/พิการ/สูบบุหรี่/ไม่สูบบุหรี่/เชื้อชาติ/ศาสนา/วัฒนธรรม ฯลฯ)และแบ่งแยกพื้นที่ในการควบคุมเพื่อให้การจัดสวัสดิการเหมาะสมกับผู้ต้องขังแต่ละประเภท แต่ปัจจุบัน การจัดสวัสดิการของเรือนจำเหมือนกันหรือเป็นรูปแบบเดียวกันจึงสร้างปัญหาในการดำเนินชีวิตให้กับผู้ต้องขังที่แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ต้องขังชรา/พิการควรจัดแยกให้อยู่ในห้องหรือแดนเฉพาะ หรือการจัดแยกห้องเฉพาะผู้ต้องขังที่ไม่สูบบุหรี่กับสูบบุหรี่ หรือการแยกห้องผู้ต้องขังต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษ/ภาษาจีน/ภาษาอาหรับ หรือการแยกห้องผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาอิสลาม/พุทธ/คริสต์/ซิกส์  ซึ่งจะมีผลในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆ เช่น การจัดอาหารสำหรับแดนผู้ต้องขังชรา การจัดบริการโทรทัศน์เครื่องเดียวในห้องขัง การดูแลรักษาสุขภาพผู้ต้องขังที่ไม่สูบบุหรี่ การปฏิบัติศาสนกิจที่แยกกันของแต่ละศาสนา เป็นต้น แต่การแบ่งแยกประเภทเช่นนี้ต้องมีการผ่อนปรนยืดหยุ่นหรือมีการแก้ไขกฎ ระเบียบที่อนุญาตให้ผู้ต้องขังที่เป็นคู่คดีกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกันสามารถควบคุมอยู่ในสถานที่เดียวกันได้

                      จากแนวคิดเรื่องอำนาจของมิแชล ฟูโกต์ ในเรื่อง “วาทกรรม” ทำให้ความรู้ในการกำหนดกฎ ระเบียบวินัย ของงานราชทัณฑ์เป็นวาทกรรมที่ใช้อำนาจอ้างองค์ความรู้ต่างๆที่มีมาแต่ดั้งเดิม ประกอบกับวาทกรรมความรู้เกี่ยวกับผู้ต้องขังของคนไทยก็เป็นความรู้เดิมเช่นกันที่มีอคติต่อผู้ต้องขัง ทำให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในปัจจุบันซึ่งอาจเป็นผลผลิตจากความผิดปกติทางจิตของอาชญากรหรืออาการเจ็บป่วยผิดปกติของสังคมเอง ยังไม่เหมาะสมถูกต้องเท่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าจะมีการตื่นตัวยอมรับในเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนที่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ดังนั้น กรมราชทัณฑ์ต้องให้ความสำคัญในพันธกิจการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้หลักการจัดสวัสดิการแบบมีส่วนร่วมที่ถูกต้องเหมาะสม เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายในระบบการควบคุมให้มีความยืดหยุ่นผ่อนปรนมากขึ้นให้เอื้อต่อการจัดสวัสดิการผู้ต้องขัง รักษาสมดุลระหว่างพันธกิจการควบคุมและพันธกิจการแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขังและการควบคุมของเรือนจำ

                 การยอมรับการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้ต้องขังและบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ต้องขังที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและนำมาปฏิบัติย่อมจะเกิดผลดีต่อการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขังและต่อการควบคุมของเรือนจำ เพราะถ้าไม่ร่วมมือช่วยเหลือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังแล้ว ปัญหาที่ตามมาก็จะกลับมาตกอยู่กับสังคม ประเทศชาติ อันเกิดจากความรู้สึกโกรธแค้นสังคมที่ทอดทิ้งพวกเขา ด้วยการกระทำความผิดซ้ำของผู้พ้นโทษ ทั้งการก่ออาชญากรรมที่รุนแรงเช่น การจี้ปล้น การปล้นฆ่า การค้ายาเสพติด การข่มขืน หรืออาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในสังคมเช่น การฉ้อโกง การหลอกต้มตุ๋น การลักเล็กขโมยน้อย เป็นต้น นอกจากนั้น การยอมรับและนำแนวความคิดหลักสิทธิมนุษยชนและเคารพต่อเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาเป็นหลักในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ต้องขังยังทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของนานาชาติสร้างความเชื่อมั่นต่อต่างประเทศที่จะเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับประเทศไทย


เอกสารอ้างอิง

กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในพื้นที่สวัสดิการสังคม.วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์           ๑๒(๑),มกราคม-   มิถุนายน, ๒๕๔๗,หน้า ๒๗-๖๐.

กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. ทฤษฎีวิพากษ์ในนโยบายและการวางแผนสังคม. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,                ๒๕๔๙.

ชาญชัย นิ่มสมบุญ. “การสื่อสารผ่านจดหมายนักโทษ:บทวิเคราะห์อำนาจและการจัดระเบียบวินัยแห่งคุก.”         วิทยานิพนธ์ปริญญาวารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๐.

ณัฐยา จรรยาชัยเลิศ. “หลักประกันสิทธิผู้ต้องขัง:กรณีศึกษาสิทธิในการดำรงชีวิต.” หลักสูตรนิติศาสตร มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: ๒๕๔๘.    

 

 


[1]สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันทำงานฝ่ายแผนงานและวิเทศสัมพันธ์ ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ๒ เรือนจำกลางบางขวาง

[2]เหตุร้ายในการควบคุมมี ๒ ประการคือ เหตุร้ายภายใน เช่น การทะเลาะวิวาท การจลาจล การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การลักลอบเล่นการพนันหรือเสพยาเสพติด ฯลฯ ส่วนเหตุร้ายภายนอก เช่น การข่มขู่หรือละเมิดต่อบุคคลภายนอก การติดต่อค้าขายยาเสพติดกับภายนอกเรือนจำ การสั่งการประกอบอาชญากรรมจากภายในเรือนจำ ฯลฯ

[3]สวัสดิการ ๘ ด้านมาจากหลักประกันสิทธิผู้ต้องขัง ในวิทยานิพนธ์นิติศาสตร์ มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของ ณัฐยา จรรยาชัยเลิศ เรื่อง หลักประกันสิทธิผู้ต้องขัง:กรณีศึกษาสิทธิในการดำรงชีวิต

[4]เรือนจำจัดแยกอาหารให้เฉพาะผู้ต้องขังต่างชาติทางยุโรป อเมริกา และทางอัฟริกา ที่เป็นประเภทแกงจืดและข้าวสวย

[5]การกระทำความผิดของผู้ต้องขังเกิดจากความบกพร่องในการทำงานของรัฐทำให้เกิดการถูกเอารัดเอาเปรียบ ความยากจน การด้อยโอกาสทางการศึกษาและการทำงาน ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมโทรมทางสังคม จริยธรรม และศีลธรรม  ฯลฯ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติทางจิต ความจำเป็นบังคับ ฯลฯ

[6]สมัยก่อน เรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังทุกคนต้องกินอาหารของเรือนจำเท่านั้น(ข้าวแดง แกงหลวง)จะมีผู้ต้องขังเพียงบางชั้นที่สามารถกินอาหารข้างนอกได้และกินได้เพียงบางวัน ทำให้เรือนำไม่เคยมีปัญหาเรื่องขยะเหมือนในปัจจุบัน