• 1

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 2

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 3

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 4

    เรือนจำกลางบางขวาง

 

ประหาร:บทแห่งการลงโทษถึงชีวิต

 

ดร.ชาญชัย นิ่มสมบุญ

นักทัณฑวิทยาชำนาญการ

ฝ่ายแผนงานและวิเทศสัมพันธ์ ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ที่ ๒ เรือนจำกลางบางขวาง


                ความแปลกประหลาดของธรรมชาติอย่างเช่น ไก่สามขา ปลาสองหัว วัวสี่เขา เสาตกมัน หรือจะเป็นความรุนแรงต่างๆอย่างเช่น อุบัติเหตุ สงคราม การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการก่ออาชญากรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นปล้นฆ่า ข่มขืน ฆาตกรรม สิ่งเหล่านี้ตามหลักจิตวิทยาเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ ทำให้สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ให้ความสนใจนำเสนอเป็นพิเศษทั้งนี้เพื่อหวังผลทางการค้าที่จะได้จากการโฆษณาที่เข้ามาในรายการหรือจากยอดการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์พาดหัวข่าวด้วยภาพและข้อความที่เร้าอารมณ์ความสนใจอย่างเช่น ฆ่าสยองข่มขืนยับสับสาวสวยอดีตนางงาม (พร้อมภาพหญิงสาวนอนเปลือยกายโดยมีการเซ็นเซอร์ด้วยการทำภาพไม่ชัดที่ศพ) หรือแค้นฆ่าโหดยกครัวแขวนคอเรียงราวบันได (พร้อมภาพคนตาย 5 ศพที่ถูกแขวนคอโตงเตงเรียงกันตามราวบันได)

                ข่าวความรุนแรงของอาชญากรรมก็เป็นเรื่องที่คนในประเทศให้ความสนใจมาก ดังนั้นประชาชนจึงเฝ้าติดตามข่าวและต้องการทราบถึงผลของอาชญากรรมว่า ฆาตกรเป็นใคร ทำไมต้องฆ่า และต้องการให้ฆาตกรได้รับโทษที่รุนแรงสาสมกับความโหดร้ายของอาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้นและโทษที่คนส่วนใหญ่ต้องการให้ลงโทษอาชญากรก็คือ โทษประหารชีวิต

                ดังนั้น การประหารชีวิตฆาตกรจึงกลายเป็นความชอบธรรมของรัฐในการปกป้องคุ้มครองสังคมและแก้แค้นทดแทนให้กับเหยื่อที่ทำให้ประชาชนรู้สึกพึงพอใจในการกระทำของรัฐ ซึ่งในขณะเดียวกันรัฐก็ยังได้รับผลดีอีกอย่างหนึ่งคือ การประหารชีวิตสามารถปกปิดความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐได้อีกด้วยที่ไม่สามารถแก้ไขสาเหตุการเกิดขึ้นของอาชญากรรมที่ต้นเหตุที่แท้จริงได้

                ในปัจจุบัน กระแสสังคมโลกเรียกร้องและให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการประหารชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อนต่อมนุษย์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ที่มีวัฒนธรรม มีความเจริญก้าวหน้าจากคนสมัยโบราณที่นิยมประหารชีวิตคนด้วยวิธีการที่โหดร้ายป่าเถื่อนสะใจอย่างเช่น เผาไฟ ฉีกร่าง สับเป็นชิ้นๆ หรือเอาไปให้เสือ สิงโตกิน เป็นต้น

                นอกจากนั้น ความป่าเถื่อนยังแสดงให้เห็นได้จากกีฬาต่างๆอย่างเช่น เอาคนมาต่อสู้กันจนตายหรือการให้คนต่อสู้กับสัตว์ร้ายอย่างเช่น เสือ สิงโต หมี แต่ปัจจุบันการกีฬาพัฒนาเป็นกีฬาอย่างแท้จริงแม้จะยังมีกีฬาบางอย่างที่โหดร้ายหลงเหลืออยู่อย่างเช่น การชกมวย แต่ก็มีการลดความรุนแรงโหดร้ายลงด้วยการใส่นวม มีการพักยก มีกรรมการคอยดูแลห้ามบนเวทีกรณีคู่ต่อสู้หมดทางสู้หรือมีแพทย์สนามคอยตรวจบาดแผลว่าอันตรายสามารถชกต่อได้หรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางจิตใจของมนุษย์ในยุคใหม่ที่เจริญขึ้นทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกับการประหารชีวิตที่โหดร้ายที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงความนิยมของคนในประเทศต่างๆที่หันมาใช้การฉีดยาเข้าเส้นเลือดเป็นทางเลือกในการประหารชีวิตที่ถือว่าไม่เป็นการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อน

                หลักสิทธิมนุษยชนก็เกิดขึ้นมาจากความสำนึกด้านศีลธรรมภายในจิตใจที่ดีงามของมนุษย์ที่เจริญและมีวัฒนธรรมอันดีที่เล็งเห็นถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทุกคนในสังคม หลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการประหารชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการดำรงชีวิตและสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติโดยปราศจากการถูกทรมานและการทารุณกรรมรวมถึงสิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยรัฐ ซึ่งสิทธิต่างๆเหล่านี้ถือเป็นหลักสากลที่คนทั้งโลกให้การยอมรับร่วมกันและบัญญัติขึ้นไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง และกฎกติการะหว่างประเทศที่เป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่รับโทษประหาร

                สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติก็ลงนามยอมรับหลักสิทธิมนุษยชนที่กำหนดสิทธิต่างๆเหล่านี้มาปฏิบัติ ซึ่งตามหลักทฤษฎีแล้วประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศที่ควรจะทำการยกเลิกโทษประหารไปนามแล้วเพราะเป็นประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชนและเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

                แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในส่วนที่ 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล มาตรา 32บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย วรรค 2 บัญญัติไว้ว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษ ด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ แต่การลงโทษ(ประหารชีวิต)ตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้”แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ย่อมรู้ดีว่า “การลงโทษประหารชีวิต”คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดหลักพุทธศาสนาและเป็นการทรมาน การทารุณ การลงโทษ ที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม

                นอกจากนั้น ในการศึกษาวิจัย “นักโทษประหารเด็ดขาด” ถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณค่าในการศึกษาอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของสังคม ดังนั้น ทำไมรัฐต้องทำลายตัวอย่างเหล่านี้ทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ บางคนอาจจะให้ความเห็นว่าอย่างน้อยก็เพื่อเป็นการแก้แค้นทดแทนให้เหยื่อหรือเพื่อเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู”แต่ลองคิดในมุมกลับว่า การแก้แค้นให้คนเพียงกลุ่มหนึ่งกับประโยชน์ที่จะได้ระดับประเทศอย่างไหนจะมีค่ามากกว่า หรือการเชือดไก่ให้ลิงดูนั้นจากการศึกษาทางอาชญาวิทยาก็ยังไม่มีนักอาชญาวิทยาคนใดสามารถสรุปได้ว่าการประหารชีวิตสามารถป้องกันหรือลดการก่ออาชญากรรมได้ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การฆ่าข่มขืน การปล้นฆ่า มือปืนรับจ้าง ฯลฯ 

                โลกปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัฒน์และเป็นยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดนที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงจนทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารรับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น มนุษย์ในยุคนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความเป็นอารยะ เป็นผู้ที่มีวัฒนธรรมสูง เป็นผู้ที่เจริญแล้วทั้งทางจิตใจ คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม สติปัญญา การศึกษาวิชาการและเทคโนโลยี ฯลฯ จึงควรที่จะยกเลิกโทษประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ ควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการประหารชีวิตนักโทษมีแต่จะเกิดผลเสียแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเด็นสำคัญๆ ดังต่อไปนี้

1.             ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม ( Justice Miscarriage)

2.             ความเป็นพลวัฒน์ของกฎหมาย (Dynamic of Laws)

3.             กระแสเรียกร้องของสังคม (Social Wave)

4.             ผลในการยับยั้งอาชญากรรม (Deterrent Effect)

5.             โทษประหารเป็นเหมือนดาบสองคม (Double Edged Sword)

6.             นักโทษประหารเป็นผู้ด้อยโอกาส (Underprivileged People)

ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม

                ตามความเป็นจริงคงไม่มีใครปฏิเสธว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอในกระบวนการยุติธรรม แม้ในระบบการพิจารณาคดีของศาลจะกำหนดให้ผู้พิพากษาทำการพิจารณาวิเคราะห์กลั่นกรองถึง 3 ศาลคือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็ตามเพื่อเป็นมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น แต่ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้พิพากษาจะทำการพิจารณาตามพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้เสนอมา ซึ่งเราจะพบความจริงที่ปรากฏในภายหลังหลายคดีว่าจำเลยที่ถูกพิพากษาตัดสินไปแล้วไม่มีความผิดยกตัวอย่าง กรณีคดีร่วมกันฆ่านางสาวเชอรี่แอน ดันแคน เด็กสาวลูกครึ่งวัย 16 ปี ที่พ.ต.ท เลิศล้ำ ธรรมนิสา ตำรวจเจ้าของคดีปลอมแปลงและสร้างพยานหลักฐานเท็จทำให้ผู้ไม่มีความผิดกลายเป็นแพะรับบาปต้องตกเป็นนักโทษรวม 5 คน แต่ต่อมาภายหลังมีการรื้อฟื้นคดีและพบว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยผู้ที่วางแผนฆ่าแท้ที่จริงเป็นภรรยาของนายตำรวจเจ้าของคดีผู้นั้นเองที่หึงหวงที่สามีไปมีชู้กับนางสาวเชอรี่ แอน ดันแคนผู้ตาย แต่สิ่งที่ผู้ตกเป็นแพะรับบาปจากความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมก็คือการถูกจับขังคุกและครอบครัวของพวกเขาแตกแยกได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัสจากการขาดผู้นำครอบครัว ดังบทกลอนที่นายเฮาดี้ กนกชวาลชัย เขียนระบายไว้ตอนหนึ่งว่า

 “พ่อทำผิดอะไรที่ไหนลูก พ่อจึงถูกตำรวจจับมากักขัง พ่อเคยทำอะไรกับใครบ้าง จึงถูกขังถูกจำจองอยู่ในกรง โธ่ ลูกเอ๋ยเคยคิดพ่อผิดมั้ย แล้วเหตุใดเขาจึงคิดจิตลุ่มหลง จับพ่อมากล่าวหาว่า ฆ่าคน ในกมลพ่อไม่คิดสักนิดเดียว พ่อจากไปเพียงร่างที่ห่างเจ้า ส่วนใจเล่ายังชะแง้อยู่แลเหลียว ไม่เคยลืมเจ้าสักว่านาทีเดียว ใจห่วงเหลียวลูกยาทุกนาที”

                ส่วนคดีที่พึ่งเป็นข่าวโด่งดังคือกรณีจับกุมกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจตะเวนชายแดน(ต.ช.ด.)จำนวน 13 นายและยังหลบหนีอยู่อีก 8 นาย ที่ตั้งแก๊งยัดยาเสพติดเพื่อเรียกร้องเงิน ถ้าไม่ให้ก็ซ้อมทรมานและส่งดำเนินคดี ซึ่งทำมาแล้วกว่าร้อยครั้งเพราะหลังจากถูกจับมีเจ้าทุกข์หรือผู้เสียหายมายื่นฟ้องว่าถูกกลั่นแกล้งต้องเสียเงินและบางรายที่ไม่มีเงินให้ก็กำลังติดคุกอยู่รวมแล้วร่วม 140 ราย

                นอกจากนั้นสิ่งที่คาดไม่ถึงอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ในกระบวนการยุติธรรมยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องของนักสิทธิมนุษยชนหญิงคนหนึ่งที่ต่อต้านโทษประหารอย่างรุนแรง เธอวางแผนฆ่าตัวตายโดยให้ศาลเห็นว่าเป็นการฆาตกรรมและศาลก็ตัดสินประหารและประหารชีวิตคนรักของเธอในข้อหาเป็นฆาตกรข่มขืน แผนการของเธอคือ มีเพศสัมพันธ์กับคนรัก นอนเปลือยกายเอาถุงพลาสติกครอบหัวตัวเอง (สร้างหลักฐานว่าขาดอากาศหายใจตาย)มัดเท้าทั้งสองของตัวเองติดกัน ล็อคกุญแจมือไขว้หลัง

                จากหลักฐานเหล่านี้ประกอบกับการตรวจอวัยวะเพศพบน้ำอสุจิของคนรักจึงทำให้ศาลลงความเห็นว่าถูกข่มขืนแล้วฆาตกรรมอย่างแน่นอน และในที่สุดคนรักของเธอก็ถูกประหารชีวิต แต่ต่อมาศาลก็ทราบความจริงจากภาพวิดีโอที่เธอถ่ายเก็บไว้และส่งให้เพื่อนเพื่อนำมาให้ศาลดูเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เป็นการฆาตกรรม แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่ายังมีสิ่งที่ศาลคิดไม่ถึงอีกมากที่อาจจะทำให้ศาลประหารชีวิตคนผิดได้

                ตัวอย่างเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงอีกอย่างคือกรณีชาวต่างชาติประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ลาว เขมรที่ก่อคดีฆาตกรรมฆาตกรรมนายจ้างอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งคนทั่วไปจะประมาณฆาตกรว่าเป็นคนเนรคุณ คนชั่วเลวทรามเหมือนชาวนากับงูเห่าต้องการให้เอาตัวไปประหารชีวิต แต่สาเหตุของหลายคดีที่ฆาตกรต่างชาติต้องก่ออาชญากรรมเกิดจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มเหงรังแก ซึ่งเราจะได้ยินบ่อยจากคำสารภาพของฆาตกรต่างชาติผ่านสื่อมวลชนอย่างเช่น กรณีเป็นคนงานก่อสร้างต่างด้าว ถูกจ้างมาทำงานแต่นายจ้างไม่จ่ายเงินเมื่อค่าจ้างสะสมมากขึ้นก็แจ้งตำรวจมาจับเอาตัวส่งกลับประเทศไม่ต้องจ่ายเงิน หรือสาวใช้หญิงต่างชาติถูกข่มขืน ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกบังคับทำงานหนัก หรือกรณีการดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นประเทศที่ไม่เจริญด้อยพัฒนาอย่างชาวลาว พม่า และชาวเขมร หรือรู้สึกเกลียดชังเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์กรณีชาวพม่าสมัยโบราณที่เข้ามารุกรานโจมตีเผากรุงศรีอยุธยา  เป็นต้น

                ในโลกนี้มีอะไรอีกมากที่คิดไม่ถึงอย่างเช่น ดร. เพ็บเบิลตัน เภสัชกรทำสูตรเครื่องดื่มขายในร้านขายยา ได้ขายสูตรโคคาโคลาให้บริษัทไปผลิตขายในราคา 1 เหรียญ หรือนักข่าว 2 คนของสำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูน D.C COMICS ชื่อ โจ ชูสเตอร์ กับ เจอรี่ ไซเกล ขายลิขสิทธิ์ซูเปอร์แมนให้สำนักพิมพ์ของตนเองไป 200 เหรียญ ซึ่งต่อมาทั้งสองถูกไล่ออกเพราะขอขึ้นค่าเขียนและก็จนไปตลอดชีวิตจนตาย หรือกรณีของวอลเตอร์ ฮันต์ผู้ผลิตคิดค้นเข็มกลัดซ่อนปลายขายลิขสิทธิ์ไปแค่ 400 เหรียญ หรือใครจะคิดว่าหนุ่มบิลล์ เกตท์ ผู้ที่ทำให้แม่เสียใจมากเพราะไม่เอาถ่านเรียนไม่จบปริญญาตรีฮาร์ดวาร์ด จะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกเจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์

                เช่นเดียวกับอัจฉริยะของโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ผู้คิดสมการ E= mc2 ซึ่งจากสมาการนี้ได้พัฒนาก่อให้เกิดการสร้างระเบิดปรมาณู เครื่องตรวจจับควัน การคำนวณปริมาณรังสีเพื่อบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง หรือทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาที่ก่อให้เกิดเครื่องบอกตำแหน่ง GPS นอกจากนั้นแนวคิดและทฤษฎีของเขายังทำให้เกิดประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ ตัวควบคุมรูรับแสงในกล้องถ่ายภาพ เครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์แบบเป่า เซ็นเซอร์ที่ประตูลิฟต์ เป็นต้น แต่ใครจะคิดว่าอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ จะเป็นลูกที่พ่อแม่เป็นห่วงมากเพราะเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยเกรดที่แย่มาก และเมื่อจบปริญญาเอกก็ต้องแก้ถึงสองครั้ง จบมาแล้วไปสมัครเข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยไหนก็ไม่มีใครรับ ดังนั้นสมควรแล้วหรือที่จะเอาชีวิตของคนมาเสี่ยงกับสิ่งที่เรียกว่า “คาดไม่ถึง”

                เรื่องความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมนี้เกิดขึ้นได้เสมอแม้ในต่างประเทศที่มีระบบลูกขุนช่วยในการตัดสินคดีของศาลและมีเจ้าหน้าที่ของศาลเฉพาะในการตรวจสอบพยานและค้นหาหลักฐานต่างๆและตรวจสอบสำนวนการสอบสวนที่ส่งมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อยืนยันความถูกต้องและคานอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งสามารถลดความผิดพลาดลงได้มากและเป็นระบบป้องกันที่ดีอีกชั้นหนึ่ง แต่ในประเทศไทยแม้จะทราบดีถึงปัญหาการทุจริต คอรัปชั่นและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขและนำระบบลูกขุนหรือเจ้าหน้าที่สอบสวนของศาลนี้มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ความเป็นพลวัฒน์ของกฎหมาย

                กฎหมายเป็นการกำหนดบัญญัติขึ้นมาตามข้อตกลงหรือตามความเห็นส่วนใหญ่ของคนในสังคมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย แม้แต่ในยุคปัจจุบันสังคมเดียวกันก็ยังอาจมีข้อกฎหมายที่แตกต่างกันได้อย่างเช่นมลรัฐต่างๆของประเทศอเมริกาที่บางมลรัฐก็มีโทษประหารแต่บางมลรัฐก็ไม่มี หรือในโลกปัจจุบัน บางประเทศอาจกำหนดโทษจำคุก 3 ปีสำหรับผู้ค้าเฮโรอิน 1,000 กรัมแต่ประเทศไทยลงโทษประหารผู้ค้าเฮโรอิน 100 กรัม เป็นต้น ดังนั้นการประหารชีวิตที่เป็นไปตามกฎหมายที่ยังมีความเป็นพลวัฒน์ จึงเป็นสิ่งที่อยุติธรรมและไม่ถูกต้องของความเป็นสากล

                กฎหมายเป็นการเขียนขึ้นโดยคน ดังนั้นคนในสังคมจึงควรตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อกาลเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการลงโทษประหารชีวิตยกตัวอย่างเช่นในยุโรปสมัยยุคกลางมีการใช้โทษประหารชีวิตในความผิดเป็นคนบ้า คนจรจัดหรือข้อหากระทำตนเป็นแม่มด ปัจจุบันคนบ้า รัฐถือว่าเป็นผู้ป่วยที่จะต้องนำตัวไปดูแลรักษา ซึ่งก็เหมือนกับกรณีคนติดยาเสพติดที่สมัยก่อนเอาไปขังคุก แต่ปัจจุบันเอาตัวไปรักษาหรือคนจรจัดไร้ที่อยู่อาศัยก็จะจัดสถานที่ให้พักอาศัย หรือพวกแม่มดปัจจุบันก็กลายเป็นพวกคนทรงเจ้าเข้าผีหรือพวกหมอดูต่างๆซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริตทำเงิน แต่ถ้ายังคงกฎหมายเดิมอยู่ทั้งคนบ้า คนจรจัด คนทรงเจ้าเข้าผี หมอดู คงจะถูกประหารชีวิตหมดไม่มีเหลือ หรือกรณีพวกลักทรัพย์สมัยโรมันหรือพวกกระทำความผิดต่อศาสนาในยุโรปสมัยกลางต้องถูกนำตัวไปประหาร หรือกฎหมายตราสามดวงของไทยโบราณที่ลงโทษประหารชีวิตแก่คนที่ลักทรัพย์สินของหลวง ซึ่งถ้ากฎหมายนี้ยังคงใช้มาจนถึงสมัยนี้พวกกระทำความผิดกรณีขโมยถอดน็อตเสาไฟฟ้า ขโมยตัดสายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าไปขาย หรือขโมยป้ายจราจรตามถนน เครื่องมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟฟ้า ฝาปิดท่อระบายน้ำ พวกเหล่านี้ก็คงต้องถูกลงโทษประหารชีวิตหมดเช่นกัน

                กรณีประเทศไทย ในสมัยก่อนเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้มีการประหารชีวิตในข้อหาความผิดคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยอมรับว่าคอมมิวนิสต์เป็นแนวคิดหนึ่งทางการเมืองเท่านั้นและมีการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ต่างๆด้วยการติดต่อค้าขายและการเดินทางเยี่ยมเยียนระหว่างผู้นำและประมุขของประเทศ ถ้าเป็นกฎหมายสมัยก่อนคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวกำแพงเมืองจีน มณฑลยูนนานหรือคุนหมิงในปัจจุบันหรือไปศึกษาเล่าเรียนในประเทศจีนหรือประเทศรัสเซียก็คงถูกจับขังหรือถูกประหารชีวิต เมื่อกลับมาเมืองไทยในข้อหาฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์

                ส่วนประเด็นเรื่องยาเสพติดก็เห็นได้จากเรื่องฝิ่นที่ในสมัยโบราณไม่ถือว่าเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ใครอยากสูบก็สูบ ใครอยากขนก็ขน รัฐก็มีโรงยาสูบฝิ่นที่ถูกกฎหมาย ทำนองเดียวกันกับยาบ้าซึ่งแสดงให้เห็นพลวัฒน์ที่ชัดเจนของกฎหมายเพราะในอดีตกฎหมายถือว่ายาบ้าเป็นแค่วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเท่านั้น ที่ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาธรรมดาๆสามารถซื้อหามากินได้เพื่อให้เกิดความขยันอดทนในการทำงานหนัก แต่ต่อมารัฐได้ออกกฎหมายประกาศให้เป็นยาเสพติดที่รุนแรงประเภท 1 กำหนดโทษสูงถึงประหารชีวิตและได้ทำการประหารชีวิตนักโทษที่ค้ายาบ้าไปแล้วหลายราย

แต่เมื่อปัญหายาบ้าทวีความรุนแรงและกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นว่าการใช้โทษประหารที่รุนแรงกับปัญหายาบ้าไม่ได้เป็นทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องเพราะทำให้ยาบ้ามีราคาแพงขึ้นหลายร้อยเท่าตัวทำให้คนเสี่ยงลักลอบค้ายาบ้ามากขึ้นและคนเสพก็เสพมากขึ้นเพราะรัฐไม่ถือว่าเป็นคนเสพยาผิดแต่ถือว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องนำตัวไปรักษา ดังนั้นจึงเกิดมีแนวคิดที่จะนำยาบ้ากลับไปไว้ในฐานะวัตถุออกฤทธิ์เช่นเดิม

                นอกจากนั้น นโยบายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดยังเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้องต้องถูกพิพากษาตัดสินประหารชีวิตด้วยในข้อหาร่วมกันค้ายาเสพติด ซึ่งในหลายกรณีบางครั้งยังมีข้อสงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิดจริงหรือไม่ หรือติดร่างแห หรือตกกระไดพลอยโจร ยกตัวอย่างเช่น

กรณีการล่อซื้อยาเสพติดที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเงินสินบนรางวัลนำจับ โดยทำให้คนดีๆบางคนเกิดกิเลสความโลภอยากได้เงินแต่ก็ต้องถูกจับกลายเป็นนักโทษประหารและบางคนก็ถูกประหารไปแล้ว

                กรณีการนั่งรถไปเที่ยวกับเพื่อนที่แอบค้ายาเสพติดที่มาจากต่างจังหวัดและไม่ได้พบกันมานานหรือกรณีเป็นคนขับรถรับจ้างที่รับคนโดยสารที่ค้ายาเสพติด โดยไม่รู้ว่าคนที่มาด้วยค้ายาเสพติด  แต่พอถูกจับก็ต้องโทษฐานร่วมกันค้ายาเสพติดถูกตัดสินประหารเหมือนกัน

                กรณีคนโง่ด้อยการศึกษาเห็นแก่เงินเล็กๆน้อยๆคือกำลังถางหญ้าอยู่ในไร่กลางป่ามีคนว่าจ้าง 500 บาทให้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้และให้เป่านกหวีดเวลาเห็นรถหรือคนเข้ามา แต่พอเวลาเกิดเหตุตำรวจจู่โจม พวกขนถ่ายยาเสพติดข้างล่างหนีไปได้หมดเหลือเขาคนเดียวเพราะลงจากต้นไม้ไม่ทันจึงถูกจับพร้อมเฮโรอิน 30 กิโลกรัมกับโทษประหารชีวิต

                ถ้ากรณีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริงสมควรแล้วหรือที่จะประหารชีวิตคนที่ถูกล่อซื้อ คนที่ติดร่างแห ตกกระไดพลอยโจร หรือคนโง่ที่เห็นแก่เงิน และกรณีการลักลอบขนยาเสพติด ส่วนใหญ่คนที่ถูกจับจะเป็นพวกรับจ้างขนไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงซึ่งคนพวกนี้ก็มีฐานะยากจนเกิดความโลภจึงต้องเสี่ยงเพื่อจะได้เงินมาเลี้ยงดูครอบครัว

 

กระแสเรียกร้องของสังคม

                โลกยุคใหม่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้ามากโดยเฉพาะการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำให้การสื่อสารกระจายไปได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตามในโลกนี้สังคมปัจจุบันจึงกลายเป็นสังคมแห่งข่าวสารที่คนทั้งโลกรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งทางด้านความเร็วในการรับหรือการเปรียบเทียบและตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องในการนำเสนอข่าวสารผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์  วิทยุ โทรทัศน์ หรือทางอินเทอร์เน็ต

                ดังนั้นเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นได้กระทบความรู้สึกอย่างรุนแรงต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการก่ออาชญากรรมอย่างเช่น การคอรัปชั่น ความผิดทางเศรษฐกิจ การตัดไม้ทำลายป่า การค้าอาวุธสงคราม หรือกรณีการฆาตกรรมอย่างเช่น มือปืนรับจ้าง การฆาตกรรมและทำร้ายนักท่องเที่ยว การฆ่าข่มขืนและการข่มขืนเด็ก หรือกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างเช่น การค้าและการลักลอบขนยาเสพติด การคลั่งยาบ้าจับตัวประกัน (กรณีนี้บางครั้งกระแสสังคมได้ลงโทษประหารคนคลั่งยาบ้าด้วยการ “ประชาทัณฑ์”หรือการลงโทษด้วยการเข้ารุมทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส) เป็นต้น

                กรณีเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงเหล่านี้ได้สร้างกระแสจากสื่อทำให้คนในสังคมเกิดความรู้สึกเกลียดชังและต่อต้านอย่างรุนแรงต่ออาชญากรหรือฆาตกรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการเร่งรัดจับกุมอย่างรวดเร็วและเรียกร้องให้รัฐลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษประหารชีวิต แม้กระทั่งกรณีการฆาตกรรมหรือการฆ่าข่มขืนที่เด็กหรือเยาวชนก่อขึ้นก็มีกระแสเรียกร้องให้ประหารชีวิตคือให้ลงโทษรุนแรงเท่ากับผู้ใหญ่ แต่ที่ผ่านมาไม่นามนี้พึ่งมีกระแสสังคมต่อต้านไม่ให้กระทำการลงโทษที่รุนแรงต่อเด็กหรือเยาวชนที่มีอายุไม่ถึง 18 ปี กรณีกระแสเรียกร้องให้ลงโทษที่รวดเร็วนี้แม้จะเป็นผลดีในการยับยั้งอาชญากรรมแต่ก็ต้องระวังเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ในกระบวนการยุติธรรมด้วยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

                ดังนั้นรัฐควรคำนึงถึงกระแสสังคมด้วยในการใช้โทษประหารต่อผู้กระทำความผิดเพราะกระแสสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย นอกจากนั้นถ้ารัฐหรือศาลเร่งรัดพิจารณาคดีตามกระแสเรียกร้องของสังคมแล้ว บางครั้งอาจเกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมต่อผู้ตกเป็นจำเลยอย่างเช่น การขาดโอกาสในการแก้ต่างพิสูจน์ความจริงหรือการชี้แจงเหตุผลความจำเป็นของการกระทำความผิดเพราะบางครั้งผู้ตกเป็นจำเลยอาจถูกกลั่นแกล้ง ถูกให้เป็นแพะรับบาป หรือติดร่างแหหรือตกกระไดพลอยโจร ก็ได้ ซึ่งถ้าหากทำการประหารชีวิตอย่างรวดเร็วแล้ว ถ้าหากเกิดความผิดพลาดและทราบความจริงภายหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายเกินไปไม่มีอะไรมาทดแทนชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่สูญสิ้นไปแล้วได้

ผลในการยับยั้งอาชญากรรม

                ตามความเชื่อของคนในสังคมส่วนใหญ่เชื่อว่า การลงโทษด้วยการประหารชีวิตมีผลในการยับยั้งการกระทำความผิดจึงทำให้มีการเรียกร้องให้รัฐประหารชีวิตผู้ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงต่างๆและเราจะเห็นว่า เมื่อเกิดคดีการก่ออาชญากรรมที่รุนแรงที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนต่างๆ คนส่วนใหญ่จะลงความเห็นให้ประหารชีวิตอาชญากรถึงเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์อย่างเช่นคดีเกี่ยวกับ การฆ่าข่มขืนเด็กเล็กๆหรือหญิงสาวที่โหดเหี้ยมสะเทือนขวัญประชาชน การฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศทางอ้อมอย่างรุนแรง หรือคลั่งฆ่าบุพการีเพราะเสพยาเสพติด หรือกรณีไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ที่มีการเสนอให้ประหารชีวิตเจ้าของโรงงาน เป็นต้น

                จากการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตทั้งในเชิงวิชาการและไม่เป็นวิชาการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพบว่า การใช้โทษประหารไม่ได้มีผลต่อการยับยั้งอาชญากรรมชนิดเดียวกันหรือประเภทเดียวกันได้เลย ยกตัวอย่างเช่น การลงโทษประหารชีวิตผู้ค้ายาบ้าและได้ทำการประหารไปแล้วหลายรายรวมทั้งมีการนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ แต่จำนวนผู้ค้ายาบ้าที่ถูกจับกุมกลายเป็นนักโทษประหารก็ยังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในคุก

                หรือกรณีการฆ่าข่มขืนซึ่งรัฐบาลไม่ว่าสมัยใดก็ตามถือว่าเป็นคดีอาชญากรรมที่รุนแรงและทำการประหารฆาตกรไปแล้วมากมาย แต่ก็ยังมีผู้ก่อเหตุเรื่อยๆแม้แต่เด็ก เยาวชน วัยรุ่นก็ไม่เกรงกลัวโทษประหารเลยยังกระทำความผิดอยู่ ทั้งนี้จากการวิจัยทางสถิติก็พบว่า จำนวนอาชญากรรมและความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้เพิ่มขึ้นตามลำดับทั้งๆที่กำหนดโทษไว้สูงและไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับการใช้โทษประหารชีวิตเลย

                ประเด็นเรื่องผลในการยับยั้งอาชญากรรมนี้ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าอาชญากรสามารถรู้ถึงผลของการกระทำผิดที่จะตามมาว่าทำอย่างนี้แล้วจะต้องถูกประหารชีวิตเมื่อถูกจับ ดังนั้นจึงควรลงโทษให้หนักเพื่อจะได้ไม่คิดจะทำหรือคิดว่าการประหารสามารถป้องกันไม่ไห้คนกระทำความผิดนั้นๆได้ แต่ในความเป็นจริงทุกคนที่ก่ออาชญากรรมไม่ได้คิดว่าตนเองจะต้องถูกจับได้แล้วถูกประหารชีวิต ผู้กระทำความผิดทุกคนจะคิดว่าตนเองจะสามารถหลบหนีการจับกุมได้อย่างเช่น กรณีมือปืนรับจ้างก็มีการวางแผนฆ่าและหลบหนี (มีคนขี่จักรยานยนต์ คนชี้เป้า คนลั่นไกสังหารและวางแผนการหลบหนีด้วยวิธีเปลี่ยนจากรถมอเตอร์ไซด์เป็นรถปิกอัพ รถเก๋ง หรือบางคนก็ขึ้นรถเมล์ โดยหนีไปกบดานตามต่างจังหวัด ประเทศเพื่อนบ้าน หรือหลบไปอยู่ตามซุ้มมือปืนของผู้มีอิทธิพล)

                นอกจากนั้น ผู้กระทำความผิดมักจะคิดเสมอว่า ตนเองสามารถปิดบังความผิดและคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถหาหลักฐานมาดำเนินคดีกับตนเองได้อย่างเช่น กรณีข่มขืนก็จะทำการฆ่าปิดปากเหยื่อ ถ้าเป็นการฆาตกรรมก็จะทำการซ่อนหรือทำลายศพด้วยการเผา การฝังหรือการชำแหละทิ้ง เป็นต้น ซึ่งสรุปแล้วอาชญากรหรือผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตนเองฉลาดรอบครอบแล้ว

                จากการวิจัยในเรื่องผลในการยับยั้งอาชญากรรม นักวิจัยได้กำหนดตัวแปรไว้ 3 ตัวคือ ความรวดเร็ว ความรุนแรง ความแน่นอน และจากการวิเคราะห์พบว่าความรวดเร็วและความแน่นอนมีผลต่อการยับยั้งอาชญากรรม แต่บทลงโทษที่รุนแรงนั้นมีผลในการยับยั้งบ้างแต่ค่อนข้างน้อย

                ดังนั้นเรื่องนี้จึงควรเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบเพราะถ้าหากยังคิดว่าการลงโทษประหารที่ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว อาจสร้างความไม่ชอบธรรมและอาจเกิดผลร้ายตามมาเพราะจากการวิจัยเรื่องความรุนแรงของการประหารชีวิตทำให้เกิดประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่าและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมโดยรวม

โทษประหารชีวิตเป็นเหมือนดาบสองคม

                ตามสัจธรรมของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษแล้วแต่มุมมองและการชั่งน้ำหนักของแต่ละคนว่าจะตัดสินใจเลือกอย่างไหนอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น กรณีเกี่ยวกับยาเสพติดที่บางประเทศปลูกฝิ่นก็เพื่อนำมาผลิตมอร์ฟีนซึ่งเป็นยาระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงสามารถช่วยชีวิตคนได้มากมายจากอุบัติเหตุและช่วยชีวิตทหารในสนามรบ แต่บางประเทศก็ปลูกเพื่อนำมาผลิตเฮโรอีนขายเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือประชาชนในประเทศเพราะประชาชนยากจนมาก

                หรือกรณีการให้ยารักษาโรคซึ่งยาบางอย่างมีสรรพคุณสามารถรักษาโรคนี้ได้ดีมากแต่จะมีผลข้างเคียงก่อให้เกิดอีกโรคหนึ่ง ซึ่งก็ต้องมีการตัดสินใจ หรือกรณีการลงโทษจำคุกเป็นเวลานานซึ่งถือว่าเป็นการกีดกันคนอันตรายออกจากสังคมแต่ผลเสียที่เกิดขึ้นคือครอบครัวนักโทษแตกแยกและเกิดปัญหาสังคมตามมา หรือกรณีที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนเลิกกินเหล้า สูบบุหรี่ด้วยการออกนโยบายขึ้นภาษีให้ราคาสูงขึ้นแต่สิ่งที่อาจตามมาก็คือการแอบลักลอบนำบุหรี่และเหล้าหนีภาษีเข้าประเทศ หรือทำการปลอมแปลงสินค้าเพื่อหวังกอบโกยกำไร เป็นต้น

                ดังนั้นสัจธรรมที่รัฐควรพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบกรณีของการลงโทษประหารชีวิตก็คือผลดีผลเสียหรือความเป็นดาบสองคมของโทษประหาร รัฐควรชั่งน้ำหนักและตัดสินใจตามหลักวิชาการและความจำเป็นของสถานการณ์ของสังคม แม้คนส่วนใหญ่ของสังคมจะเห็นด้วยและเรียกร้องสนับสนุนให้รัฐบังคับใช้โทษประหารต่ออาชญากรรมที่รุนแรงต่อสังคมเพื่อเป็นการป้องปรามให้ผู้ที่คิดจะก่ออาชญากรรมเกิดความเกรงกลัว

                แต่การบังคับใช้โทษประหารต่ออาชญากรรมบางอย่างกลับก่อให้เกิดผลเสียหายแทนที่จะเกิดผลดีตามความต้องการของสังคม กรณีที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกรณีการบังคับใช้โทษประหารต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาบ้า ซึ่งในอดีตยาบ้าเป็นแค่วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทซึ่งกำหนดโทษน้อยและเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้สนใจในการจับกุม แต่ต่อมาเมื่อมีการระบาดอย่างรุนแรงของยาบ้าจึงทำให้รัฐบาลออกนโยบายแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการประกาศให้ยาบ้าเป็นยาเสพติดประเภท 1 เทียบเท่ากับเฮโรอีน โดยมีบทลงโทษประหารชีวิตแก่ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ลักลอบขนส่ง

                จากนโยบายนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารของราคายาบ้าจาก 3-5 บาทกลายมาเป็น 200-300 บาทในปัจจุบันคือเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เพียงเวลาไม่ถึงสิบปี ยาบ้ากลายเป็นสินค้าล่อใจทางธุรกิจทำให้เกิดผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ลักลอบขนส่งจำนวนมากที่ต้องการเสี่ยงกับกำไรมหาศาลนี้และจากการค้าที่ผู้ค้าเคยเดินหรือขี่จักรยานขายให้กับลูกค้าตามบ้านตามโรงงาน แต่ปัจจุบันกลายเป็นกระบวนการค้าของกลุ่มมาเฟียหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่มีการติดอาวุธคุ้มกันสินค้า

                การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ถือเป็นอันตรายต่อการปราบปรามของเจ้าหน้าที่เพราะเมื่อมีการเข้าจับกุมจะต้องมีการปะทะกันเกิดความสูญเสียชีวิตของทั้งสองฝ่ายหรือกรณีชาวบ้านที่บังเอิญไปพบการขนส่งก็อาจถูกฆ่าปิดปากหรือจากราคาที่สูงขึ้นมากทำให้เกิดกำไรมหาศาลจึงทำให้ผู้ผลิตทำการผสมเฮโรอีนเข้าไปในยาบ้าเพื่อให้ติดง่ายขึ้นซึ่งจะทำให้ได้ลูกค้าขาประจำและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นและผลสุดท้ายก็ตกอยู่ที่กรมราชทัณฑ์ที่ต้องดูแลควบคุมนักโทษประหารและนักโทษธรรมดาที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาบ้าที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งต้องคอยแก้ปัญหาความแออัดของนักโทษในคุกหรือที่เรียกว่า “นักโทษล้นคุก”         

                นอกจากนั้น การใช้โทษประหารแบบพร่ำเพรื่อโดยไม่คิดไตร่ตรองให้รอบครอบเสียก่อนอาจเกิดกรณีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะเป็นเรื่องจริงที่เกิดมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจับแพะเพื่อต้องการสร้างผลงาน การใส่ความยัดยาเสพติดเพื่อเรียกรับผลประโยชน์หรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายให้ได้รับโทษประหาร หรือการเรียกร้องเงินวิ่งเต้นคดีให้ลดโทษจากประหารเป็นโทษจำคุก

                หรือยกตัวอย่างในกรณีที่เกิดการกลั่นแกล้งด้วยการเอาเด็กผู้หญิงมาล่อค้าขายประเวณีกับข้าราชการระดับสูงที่ทำคุณประโยชน์มากมายให้กับประเทศชาติเพื่อให้กระทำความผิดเพื่อจะได้ให้ติดคุกหรือเอาเด็กผู้หญิงมาล่อค้าประเวณีกับผู้ที่ขัดแย้งทางธุรกิจจะได้ออกไปให้พ้นทาง เมื่อคิดถึงความเป็นจริงมันคุ้มแล้วหรือระหว่างเด็กผู้หญิงใจแตกคนหนึ่งที่ต้องการหาเงินมากิน มาเที่ยว แต่งตัว ซื้อของใช้สุรุ่ยสุร่าย กับชีวิตข้าราชการระดับสูงที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศคนหนึ่งหรือบริษัทที่แตกสลายของนักธุรกิจคนหนึ่งที่อาจมีคนงานในความรับผิดชอบ 100-200 ชีวิต ดังนั้น การออกกฎหมายมาบังคับใช้จึงต้องตัดสินใจ ต้องคำนึงถึงผลดีมากกว่าผลเสียที่อาจเกิดขึ้น

                ดังนั้นประเด็นเรื่องความเป็นดาบสองคมนี้ รัฐควรพิจารณาอย่างลึกซึ้งไม่ใช่ทำตามกระแสความพึงพอใจของสังคมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการประหารชีวิตคนซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นเพราะจากการวิจัยการประหารชีวิตไม่สามารถยับยั้งอาชญากรรมได้อย่างแท้จริงและสาเหตุที่แท้จริงนั้นคงไม่มีใครปฏิเสธว่าต้องศึกษาสอบถามจากตัวนักโทษผู้ก่ออาชญากรรมประเภทนั้นๆเท่านั้นเหมือนกับตัวเราเองย่อมรู้ตัวเองว่าเรากำลังจะทำอะไร เรากำลังทำอะไรอยู่ เราจะทำอย่างไร ทำไมเราถึงทำ เราทำเพื่ออะไร

นักโทษประหารคือผู้ด้อยโอกาส

                จากการศึกษาของกรมราชทัณฑ์พบว่านักโทษส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 95 เป็นบุคคลผู้ด้อยโอกาส ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจน มีการศึกษาต่ำและเป็นคนใช้แรงงานหรือเป็นคนชั้นล่างของสังคม ดังนั้นผู้กระทำความผิดเหล่านี้ไม่ว่าจะทำความผิดโดยตั้งใจหรืออาจเพราะความจำเป็นบังคับหรือทำด้วยความประมาทขาดความรู้ความยั้งคิดต่างก็ขาดโอกาสในการต่อสู้ทางคดีหรือขาดโอกาสชี้แจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินคดีของผู้พิพากษา

                ยกตัวอย่างนักโทษด้อยโอกาสคนหนึ่งเนื่องจากไม่มีเงินต่อสู้คดีเช่น ครอบครัวหนึ่งยากจนถูกผู้มีอิทธิพลขู่บังคับยึดที่ดินเพราะผู้มีอิทธิพลได้ไปทำโฉนดที่ดินครอบครองที่ดินของครอบครัวเขาซึ่งครอบครองมานานแล้วแต่ไม่มีหลักฐานการถือครองกรรมสิทธิ์ เมื่อเขาไม่ยอมย้ายออกไปผู้มีอิทธิพลคนนี้จึงทำร้ายและขู่ฆ่าพ่อของเขา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลอบยิงผู้มีอิทธิพลคนนั้นจนตายและต่อมาเขาก็ถูกจับและถูกพิพากษาประหารชีวิต หรือกรณีคดีชาวกระเหรี่ยงคนหนึ่งถูกจับกุมและตกเป็นนักโทษประหารคดียิงรถนักเรียนในเขตไทยทั้งๆที่ญาติเด็กที่ตายบอกว่าไม่ใช่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่ามีหลักฐานและยืนยันว่าเป็นคนกระทำผิด โชคยังดีที่ต่อมาศาลยกฟ้อง เขาจึงได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านเนื่องจากพยานหลักฐานของตำรวจที่นำเสนอต่อศาลไม่เพียงพอและศาลไม่เชื่อ เป็นต้น

                หรือกรณีความด้อยโอกาสทางการศึกษา ผู้เขียนเคยทำวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการเข้าถึงข่าวสารเรื่องยาเสพติดจากสื่อมวลชนของนักโทษประหารคดียาเสพติด ผู้เขียนได้สอบถามพูดคุยกับนักโทษประหารคดียาเสพติดที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขาที่รับจ้างขนยาเสพติด คำตอบที่ได้รับเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคาดไม่ถึงซึ่งสาเหตุมาจากความไร้การศึกษาทำให้ฐานะยากจนต้องทำมาหากินเลี้ยงชีวิตจนไม่รู้ว่าโทษของการค้ายาเสพติดนั้นรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต

ยกตัวอย่างนักโทษประหารชาวเขาคนหนึ่งบอกว่า เขาไม่รู้เรื่องเลยว่าโทษของการขนยาบ้าหรือเฮโรอีนนี้จะรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต เขาคิดแค่ว่าอยากได้เงิน 20,000 บาทไม่ได้คิดว่าจะถูกจับ เขาบอกว่าเกิดมาเขายังไม่เคยมีเงินเกินร้อยบาทเลย รับจ้างเลี้ยงวัวก็ได้ค่าจ้างวันละยี่สิบบาทซื้อข้าวกินก็เกือบหมดแล้ว

                ผู้เขียนถามเขาว่าไม่เคยดูหนังสือ ฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์บ้างหรือ เขาตอบว่าอ่านหนังสือไม่ออกและไม่เคยดูโทรทัศน์เลยเพราะที่บ้านไม่มีโทรทัศน์ เขาบอกว่าตื่นเช้ามาก็ไปรับจ้างเลี้ยงวัวพาวัวไปกินหญ้าในป่า มืดค่ำก็พาวัวกลับบ้าน กลับถึงบ้าน กินข้าว อาบน้ำแล้วก็นอน ผู้เขียนก็ถามย้ำอีกว่าแล้วไม่เคยฟังวิทยุบ้างเลยหรือ เขาก็ตอบว่าเขามีวิทยุเครื่องเล็กๆเครื่องหนึ่งเอาไว้เปิดฟังเพลงตอนเลี้ยงวัว เงินที่เหลือจากการซื้อข้าวก็เก็บรวบรวมไว้ซื้อถ่านใส่วิทยุ เขาบอกว่าเขาเปิดวิทยุเพื่อฟังเพลงอย่างเดียว เวลามีคนพูดหรือมีข่าวเขาจะหมุนไปคลื่นอื่นเพื่อฟังเพลง ถ้าเป็นช่วงข่าวหมุนไปไหนก็มีแต่ข่าว เขาก็จะปิดวิทยุเพื่อประหยัดแบตเตอร์รี่ ผู้เขียนได้ยินคำตอบแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ

                นอกจากความด้อยการศึกษา ความมีฐานะยากจนที่ทำให้ขาดโอกาสในการต่อสู้ทางคดีแล้ว ผู้กระทำความผิดที่ด้อยโอกาสบางคนอาจถูกหลอกให้รับสารภาพโดยบอกว่าเป็นเวรเป็นกรรม สู้คดีก็ไม่ชนะเงินก็ไม่มีจ้างทนาย รับสารภาพดีกว่าโทษจะได้น้อยลง (แต่พอเซ็นชื่อรับสารภาพแล้วกลายเป็นนักโทษประหาร) หรือบางรายอาจถูกบังคับให้รับสารภาพเพราะทนไม่ไหวกับการถูกซ้อมถูกทรมานต่างๆนาๆ อย่างที่เป็นข่าวบ่อยๆอย่างเช่น ตบ เตะ เอาถุงคลุมหัวแล้วซ้อม เอาถุงพลาสติกครอบหัวให้หายใจไม่ออก จับกดน้ำ ตีด้วยสมุดโทรศัพท์  ดีดไข่ ช็อตไฟฟ้า ขังให้อดข้าวอดน้ำ เป็นต้น ดังนั้นดูจะไม่เป็นธรรมที่ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้จะต้องถูกประหารชีวิตเนื่องเพราะพวกเขาขาดความรู้และขาดเงิน

                ดังนั้นรัฐควรคิดถึงความด้อยโอกาสของผู้กระทำความผิดเหล่านี้ด้วยและควรยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ว่า “คนรวย (มัก) ไม่ติดคุก”ทั้งนี้เพราะคนรวยส่วนใหญ่เป็นคนมีการศึกษา มีอำนาจ มีอิทธิพล มีพวกพ้อง เวลากระทำความผิดสามารถอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย อาศัยพรรคพวกเพื่อนฝูง อาศัยอำนาจเงิน ทำให้มีความเป็นไปได้น้อยมากที่คนรวยจะตกเป็นนักโทษประหารหรือมีความเป็นไปได้น้อยที่จะติดคุก

                ทารกเกิดใหม่เหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ อนาคตของทารก พ่อแม่เป็นผู้แต่งแต้มกำหนด อาหารทุกคำจะดีหรือเลว พ่อแม่เป็นผู้ป้อน จิตใจของเด็กถูกกำหนดจากสภาพครอบครัวที่พ่อแม่เป็นผู้สร้าง พ่อแม่เป็นตัวอย่างของลูก มันเป็นไปได้หรือที่ถ้าลูกเติบโตขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนไม่ดีพ่อแม่ (ที่ดี)ทิ้งไม่รัก ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนในโลกไม่รักลูกถึงแม้ลูกจะดีหรือเลวก็ตาม นักโทษเปรียบเหมือนทารกของสังคม รัฐก็เปรียบเหมือนพ่อแม่ แต่ “รัฐเป็นพ่อแม่แบบไหนที่ฆ่าได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง”

                คุก แม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้คิดทำอะไรเลยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐต้องยอมรับความจริงว่า การบริหารงานของรัฐนั่นเองเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ถ้าการดำเนินงานของรัฐมีประสิทธิภาพ อาชญากรรมก็ไม่เกิด การประหารชีวิตก็ไม่มี และที่สุดก็ไม่มี “คุก:สถานที่เปลี่ยนแปลงร่างร้ายให้กลายเป็นร่างดี หรือสถานที่แก้แค้นทดแทนให้กับญาติและเหยื่อของอาชญากรรม”