• 1

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 2

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 3

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 4

    เรือนจำกลางบางขวาง

การบริหารงานสวัสดิการสังคมคุกไทย

 

                ดร.ชาญชัย นิ่มสมบุญ

นักทัณฑวิทยาชำนาญการ ฝ่ายแผนงานและวิเทศสัมพันธ์

ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง ที่ ๒ เรือนจำกลางบางขวาง


                     

                  

                    จากที่ผ่านมาสังคมไทยจะมีลักษณะปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลายังไม่มีความสัมพันธ์อย่างลงตัวระหว่างชนชั้น นั่นก็คือ จะมีความเป็นพหุสังคม (Plural Society) ค่อนข้างสูง จึงมักมีปัญหาในการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมให้เหมาะสม ทำให้เกิดอคติขึ้นมามากมาย และในปัจจุบันนี้ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางของไทยในเมืองมักจะไม่ค่อยสนใจใยดีในทุกข์สุขของกลุ่มคนต่างๆในสังคมเดียวกัน ที่เรียกว่า กลุ่มชนชายขอบ(Marginal Groups)  ไม่ว่าจะเป็นคนจน ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในที่สูง(ชาวเขา) กลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มคนด้อยโอกาสผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสังคมประเภทต่างๆทั้งขอทาน ผู้หญิง เด็ก คนพิการ คนเร่ร่อน คนเก็บเศษขยะ ตลอดจนผู้ติดเชื้อโรคที่สังคมรังเกียจ เพราะกลุ่มชนเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นคนอื่น(otherness) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนในเมือง ซึ่งมีผลให้เกิดการถูกดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยาม เสื่อมเสียศักดิ์ศรี และถูกเบียดขับออกจากสังคมกลายเป็นคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาก็เป็นสมาชิกร่วมสังคมเดียวกัน ซึ่งน่าจะมีส่วนร่วม มีสิทธิมีเสียง และมีความเสมอภาคเท่าเทียมเช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนในสังคม

                    เนื่องจากการที่ถูกสังคมรังเกียจเบียดขับทำให้แต่ละกลุ่มชนชายขอบจึงต้องพยายามสร้างความเป็นตัวตนของตนขึ้นมา ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการนิยามสิทธิของตนหรือเท่ากับการสร้างพื้นที่ทางสังคมขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดและปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับกลุ่มชนอื่นๆในสังคม ให้กลุ่มของตนมีพื้นที่ยืนและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประชาสังคมใหม่ๆ โดยไม่ถูกเบียดบังออกไปเป็นคนชายขอบ ในภาวะเช่นนี้จึงเกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ๆขึ้นมามากมายในภาคประชาสังคมเพื่อเรียกร้องสิทธิในความเป็นตัวตนของพวกเขาอย่างเช่น กลุ่ม เกย์การเมืองที่คอยสอดส่องดูแลปัญหาสังคม กลุ่ม กุหลาบเหลืองผู้ติดเอดส์อำเภอพะเยาที่ทำประโยชน์ให้สังคมจนสังคมยอมรับไม่ถูกรังเกียจเบียดขับออกจากสังคมหรือกลุ่มคนพิการที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ การคุ้มครอง และสวัสดิการจากรัฐ

                    ในขณะเดียวกัน รัฐบาลที่ผ่านมาจะให้ความสนใจกลุ่มคนจนผู้ด้อยโอกาสต่างๆมากขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการกำหนดสิทธิไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ 2550 บัญญัติให้หน่วยงานรัฐต้องจัดบริการสังคมขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เสมอภาค และเป็นธรรม อันได้แก่ การจัดบริการสังคมด้านสุขภาพอนามัย การศึกษา และบริการสวัสดิการสังคม จึงถือว่า"สวัสดิการสังคมเป็นสิทธิของประชาชน"(Civil Welfare rights)มีการจัดทำแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์แห่งชาติมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลด้านสวัสดิการของประชาชนโดยตรงคือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสวัสดิการสังคมให้ถึงมือประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง ถูกต้อง และเป็นธรรม รัฐจึงได้ออกกฎหมายที่เรียกว่า "พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม 2550"

                    ในกฎหมายฉบับนี้ ได้นิยามความหมายของคำว่า "สวัสดิการสังคม" หมายถึง ระบบการจัดบริการทางสังคมซึ่งเกี่ยวข้องกับ การป้องกัน การแก้ไขปัญหา การพัฒนา และ การส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การมีงานทำและการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และบริการสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม

                    ดังนั้น จากกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ 2550และพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม 2550ทำให้เกิดมีผลเป็นรูปธรรมต่อกลุ่มคนจนคนด้อยโอกาสอย่างเช่น การให้เงินช่วยเหลือสงเคราะห์คนชราและผู้พิการ การออกกฎหมายให้โรงงานรับผู้พิการเข้าทำงาน โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการปลดหนี้นอกระบบ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการเรียนฟรี 15 ปี โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุประจำตำบลต่างๆ โครงการต้นกล้าฝึกฝนอบรมอาชีพ ฯลฯ

                    ในกรณีผู้ต้องขัง ซึ่งที่ผ่านมาถูกคนในสังคมกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี คนชั่ว คนอันตราย เป็นภัยทำลายสังคมจนสังคมประณามว่าผู้ต้องขังไม่ใช่คนและพยายามขับออกนอกสังคมด้วยการให้รัฐลงโทษจำคุกนานมากยิ่งขึ้น และจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม รัฐได้ดำเนินการสร้างความแบ่งแยกผู้ต้องขังออกจากคนปกติธรรมดาในสังคมที่เห็นได้ชัดคือ การจับขังคุก และตามด้วยวิธีการบางอย่างเช่น การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจากนายเป็นผู้ต้องขังชาย (น.ช.) การถูกใส่กุญแจมือหรือการตีตรวนเมื่อออกจากเรือนจำ การสวมเสื้อแสดงความเป็นผู้ต้องขังหรือการให้กินข้าวแดง แกงหลวง หรือการตัดสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น

                    ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้ต้องขังนั้น รัฐก็ยังคงมองไม่เห็นหรือมองเห็นอย่างเลือนรางในความเป็นคนชายขอบของผู้ต้องขังจึงทำให้ผู้ต้องขังถูกจัดตำแหน่งให้อยู่นอกสังคมสร้างความรู้สึกแก่สังคมว่า ผู้ต้องขังคือผู้ทำลาย เป็นอันตรายต่อสังคม รัฐสร้างผู้ต้องขังให้สังคมมองว่าเป็นคนอื่น ซึ่งพัฒนาไปสู่การเกลียดชังและรังเกียจเดียดฉันท์ถูกขับออกจากสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า(Multiple Exclusion)โดยสังคมไม่ได้ถูกสอนให้มองว่า การกระทำผิดหรือการก่ออาชญากรรมของผู้ต้องขังเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางสังคม ผู้ต้องขังคือประชาชนคือคนๆหนึ่งของสังคม และเมื่อมองตามความเป็นจริงที่ลึกซึ้งแล้วรัฐและสังคมนั่นเองที่เป็นตัวสร้างอาชญากร (ผู้ต้องขัง) ขึ้นมาอันเนื่องมาจากปัญหาความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากโครงสร้างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโครงสร้างด้านเศรษฐกิจทุนนิยมที่คนรวยเอาเปรียบคนจนคนด้อยโอกาส การเมืองการปกครองที่ไม่มีเสถียรภาพ สังคมที่ยกย่องบูชาเงินวัตถุคนร่ำรวย การศึกษาที่ไม่ทั่วถึงสอนให้คนเกิดการแข่งขันความเห็นแก่ตัวแต่ไม่ได้สอนให้คนมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม หรือความเสื่อมทางวัฒนธรรม ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมก่อให้เกิดอาชญากรรม หรือมลพิษของสิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ประชาชนเจ็บป่วยเดือดร้อนหรือลำบากจนต้องโยกย้ายถิ่นที่อยู่ และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาโครงสร้างต่างๆเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาล นั่นเอง

                    ดังนั้น ผู้ต้องขังคือเหยื่อของสังคมประเภทหนึ่ง ผู้ต้องขังคือประชาชน คนจน คนด้อยโอกาสที่พบหนทางตีบตันในชีวิตจากปัญหาโครงสร้างต่างๆดังกล่าวจนต้องเสี่ยงชีวิตก่ออาชญากรรมเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว โชคร้ายถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ถูกประหารชีวิต ที่รอดตายก็ต้องกลายเป็นอาชญากรหรือผู้ต้องขังอยู่ในคุก ซึ่งไม่แตกต่างจากคนชายขอบ(MarginalMan) อื่นๆของสังคม เช่น ผู้หญิง เด็ก ชาวเขา คนพิการ ขอทาน พวกรักร่วมเพศ คนติดเอดส์ คนเร่ร่อน ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่าคนชายขอบเหล่านี้ยังจะมีโอกาสที่ดีกว่าผู้ต้องขังในเรื่องของสภาพชีวิตที่ยังได้สัมผัสกับอิสรเสรีภาพ และสิ่งที่สังคมภายนอกจะได้เปรียบสังคมคุกคงจะเป็นเรื่องของโอกาสในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเองด้วยการสามารถพึ่งตนเอง ยกตัวอย่างเช่น การจัดตั้งธนาคารชุมชน การตั้งกองทุนฌาปนกิจหมู่บ้าน กองทุนสงเคราะห์คนชราชุมชน การทอดผ้าป่าคนจนประพฤติดี การตั้งกลุ่มฝึกอาชีพหรือขายสินค้าของหมู่บ้าน ฯลฯ หรือการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเรียกร้องสวัสดิการ หรือสิทธิการได้รับความช่วยเหลือสงเคราะห์จากภาคประชาสังคมหรือองค์กรเอกชนต่างๆทั้งที่ไม่หวังผลและหวังผลกำไร เป็นต้น

                    แต่เมื่อกลับมามองชีวิตผู้ต้องขังซึ่งถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ในพื้นที่คุก กลายเป็นคนชายขอบที่ยิ่งกว่าคนชายขอบอื่นๆที่อาจเรียกว่า คนสุดชายขอบ(Extremely MarginalMan)ที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไม่มีโอกาสหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวเรียกร้องอะไรเพื่อตนเองได้เพราะการเรียกร้องสวัสดิการบางอย่างที่จำเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตประจำวันในคุกอาจสร้างความหงุดหงิดรำคาญให้กับผู้ควบคุมที่เรียกผู้ต้องขังผู้เรียกร้องว่า พวกหัวหมอหรือการเรียกร้องอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงตายได้ด้วยข้อกล่าวหาของรัฐว่า ก่อการจลาจลแม้ข้อเรียกร้องนั้นๆอาจจะเป็นเพียงการขอเพิ่มปริมาณหรือขอปรับปรุงคุณภาพอาหารหรือการขอหยุดพักการทำงาน เท่านั้น

                    จากการวิจัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)เรื่อง การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนคนด้อยโอกาส: กลุ่มคนจนคนด้อยโอกาสและกลุ่มเสี่ยงที่ประสบปัญหาสังคม ของอภิญญา เวชยชัย และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล พ.ศ. 2546 พบว่าสภาพความเป็นจริงของสวัสดิการสำหรับคนจนคนด้อยโอกาสในสังคมไทยต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการของตนเองและครอบครัว แต่ต้องแลกด้วยการถูกดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยาม เสื่อมเสียศักดิ์ศรี และถูกเบียดขับออกจากสังคมกลายเป็นคนอื่น ทั้งนี้เนื่องจากลัทธิทุนนิยมที่นับถือบูชาวัตถุทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวไม่แยแสต่อผู้อื่น ทำลายวัฒนธรรมของการช่วยเหลือเผื่อแผ่ของคนไทย ดังจะเห็นได้จากคำพรรณนาตอนหนึ่งของการวิจัย ดังนี้คือ

                “การดำเนินชีวิตที่ยากลำบากของคนจน คนด้อยโอกาสล้วนเป็นเรื่องราวของการดิ้นรนต่อสู้ในแต่ละวัน เป็นเรื่องราวของการแสวงหา สวัสดิการ เท่าที่จะสามารถไขว่คว้าหามาได้โดยลำพังของตัวเขาเองทั้งสิ้น ภาพของแม่อุ๊ยสูงวัยร่างกายผ่ายผอมพยายามขอทานข้าวสารในหมู่บ้านใกล้เคียง ภาพของเด็กหนุ่มที่ต้องขยับกายส่ายร่างเต้นไปตามจังหวะเสียงเพลงบนเวทีบาร์เกย์ และหารายได้ด้วยการมีประเวณีกับลูกค้า ทั้งๆที่ไม่ใช่รสนิยมทางเพศของตนมาก่อน หรือสาวคาราโอเกะ ที่พยายามสื่อให้นักวิจัยเข้าใจพวกเธอว่า ไม่ได้ค้าบริการทางเพศ กลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ที่พยายามขับเคี่ยวให้การดำรงชีพอยู่ในชุมชนเป็นไปโดยผสมกลมกลืนและมีพื้นที่ทางสังคมให้กับพวกตนอย่างเป็นปกติวิสัย ฯลฯ นั่นคือ การแสวงหาสวัสดิการด้วยตนเอง ทว่ามีต้นทุนค่าใช่จ่ายของสวัสดิการอันน้อยนิดเป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัส เป็นต้นทุนที่เกิดจากการดูถูกดูแคลน และความรังเกียจของเพื่อนบ้านและคนร่วมชุมชนเดียวกัน”

                “.......วิธีคิดอยู่ในกรอบของความเจริญทางวัตถุ บริโภคนิยม และการตีตรา คนจนคือคนเกียจคร้าน ให้ต้องกลายเป็น คนอื่น อย่างง่ายดาย เราค้นพบว่า กรณีผู้หญิงขายบริการหน้าสถานีรถไฟภาคใต้ พวกเธอผันตัวตนของเธอ มาเป็นวัตถุทางเพศราคาต่ำๆแลกกับเงินจำนวนน้อยนิด ที่แปรมาเป็นข้าว กับข้าวและเสื้อผ้าอาภรณ์สำหรับลูกๆ ผู้หญิงทำงานบริการทางเพศหน้าสถานีรถไฟกลุ่มนี้ เป็นที่รังเกียจและถูกเบียดขับจากคนร่วมชุมชนอย่างรุนแรง นี้ก็เป็นสวัสดิการของพวกเธอทั้งหลาย ที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มา อันหนักหนาสากรรจ์ไม่ย่อหย่อนไปกว่ากลุ่มแม่อุ๊ยขอทานข้าวทางภาคเหนือ”(อภิญญา เวชยชัย และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล 2546,243)

                จากการพรรณนาของผลการค้นพบจากการวิจัยทำให้เห็นสภาพของคนจนคนด้อยโอกาสในสังคมไทยปัจจุบันที่ไม่แตกต่างจากผู้ต้องขังในสังคมคุกเลย แม้พื้นที่ของสังคมคุกจะถูกจำกัดอยู่ภายในอาณาบริเวณเฉพาะชัดเจนเพื่อแบ่งแยกให้เห็นความแตกต่างจากคนในสังคมปกติและถูกควบคุมด้วยกฎ ระเบียบ วินัย แต่พื้นที่ของสังคมคนจนคนด้อยโอกาสก็เหมือนถูกควบคุมแบ่งแยกให้แตกต่างจากคนในสังคมปกติเช่นกัน เป็นสภาพของ คุกที่มองไม่เห็น(Invisible Prison) เป็นสังคมเชิงความสัมพันธ์ที่เป็นนามธรรมที่เกาะเกี่ยวกักขังกันไว้ด้วยความยากจน ความด้อยโอกาส และการถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ความน่าอับอาย ความเสียศักดิ์ศรี การถูกเบียดขับออกจากสังคม แต่ในขณะเดียวกัน เราจะเห็น พลังชีวิตที่สะท้อนออกมาจากการต่อสู้ดิ้นรนอย่างทรหดอดทนและกล้าหาญเพื่อให้ได้มาของสวัสดิการทั้งของคนจนคนด้อยโอกาสและผู้ต้องขังในคุก ดังคำพรรณนาจากงานวิจัยดังกล่าวข้างต้น ดังนี้

                “การเห็น พลังชีวิต ของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้ประสบปัญหาทางสังคม........การเห็นพลังในการยังชีวิตให้อยู่รอดของบุคคลผู้ด้อยโอกาสหลายกลุ่ม ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มที่ถูกตีตรา หรือ ประทับตราจากสังคม เห็นสภาวะที่พวกเขาต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิถีทางที่หลากหลายทั้งเพื่อตนเองและเพื่อลูก สามี ภรรยา หรือพ่อแม่ แม้ทางเลือกนั้น อาจจะเป็นหนทางที่ทำให้พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม หรือถูกรังเกียจ เบียดขับจากสังคมด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังคงอดทนสู้ สู้กับการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม แม้ในหลายพื้นที่ พวกเขาอาจจะถูกรังเกียจ ถูกการกระทำแบบเลือกปฏิบัติเช่น หญิงที่ทำงานให้บริการทางเพศ หรือกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ กลุ่มผู้ติดยาเสพติด กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ คนเหล่านี้ถูกปฏิบัติราวกับเป็นประชาชนชั้นสองของสังคม แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งตนเอง พึ่งกันและกัน โดยไม่รบกวนใคร ไม่สร้างภาระให้แก่ใคร แม้ความช่วยเหลือจากภาครัฐ พวกเขาก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงอย่างเปิดเผย”(อภิญญา เวชยชัย และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล 2546,217)

            การแสวงหา สวัสดิการโดยการพึ่งพิงตนเองของประชาชนคนยากจนด้อยโอกาสเกิดขึ้นมานานแล้วและมีการปฏิบัติจนกลายเป็น ท่าทีต่อชีวิตหรือ แบบแผนการดำเนินชีวิตที่ประชาชนดำเนินไปเป็นปกติ ในสมัยหนึ่ง บางครอบครัวประชาชนต้องเสียต้นทุนค่าใช้จ่ายของการได้มาซึ่ง สวัสดิการทางการศึกษาของน้องๆหรือการได้มาซึ่ง สวัสดิการที่อยู่อาศัยหรือ สวัสดิการด้านสุขภาพด้วยการเสียสละของพี่สาว/ลูกสาวที่ต้องยินยอมเป็น วัตถุดิบของกระบวนการ ตกเขียวไปเป็นหญิงบริการทางเพศ เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องมีอาหารบริโภค ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่งคงสมความภาคภูมิ ได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับที่สูงมากกว่าตน ได้มีความมั่งคงในการดำเนินชีวิตในอนาคต ได้มีโอกาสหางานทำที่ดีกว่าตนในอนาคต ได้มีนันทนาการความรื่นเริงเพื่อความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ และได้มีกำลังซื้อสวัสดิการทางสังคมที่ต้องการจำเป็นต่อไป (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล 2549,177)

                การใช้พลังชีวิตในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการของคนจนคนด้อยโอกาสจากการวิจัยในเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความกล้าหาญในการแสวงหาและได้มาซึ่งสวัสดิการโดยการพึ่งตนเอง พึ่งกันและกัน โดยไม่รบกวนใคร ไม่สร้างภาระให้แก่ใคร ส่วนการใช้พลังชีวิตในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการของผู้ต้องขังในคุกก็เช่นเดียวกัน พวกเขาดิ้นรนแสวงหาสวัสดิการเพื่อตนเองด้วยการปลูกผักขาย การทำขนมทำอาหารขาย การเปิดร้านขายของชำ การรับจ้างบีบนวดจนมีเงินเหลือส่งไปให้ครอบครัว หรือการรับจ้างล้างจาน รับจ้างซักผ้ารีดผ้า เพื่อแลกกับอาหาร เสื้อผ้า สบู่ยาสีฟัน หรือการรวมกลุ่มเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยการดูแลซึ่งกันและกัน หรือการรวมกลุ่มเพื่อให้มี บ้านไว้พักอาศัยของผู้ต้องขัง ซึ่งการดิ้นรนเช่นนี้ถือเป็นการทำงานที่มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับกลุ่ม กุหลาบเหลืองผู้ติดเอดส์อำเภอพะเยาที่ทำประโยชน์ให้สังคมจนสังคมยอมรับไม่ถูกรังเกียจเบียดขับออกจากสังคม

                แต่ในอีกด้านหนึ่งการใช้พลังชีวิตในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการของผู้ต้องขังก่อให้เกิดผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในเรื่องของความอดทนต่อความอับอาย ความไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี หรืออดกลั้นต่อการถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกรังเกียจ อย่างเช่น การขายตัวของผู้ต้องขังกะเทยหรือการยอมตัวเป็นเมียของผู้ต้องขังชายด้วยกันเพื่อแลกกับสวัสดิการที่จะได้รับเปรียบเหมือนกับการขายบริการทางเพศของหญิงคาราโอเกะหรือหญิงขายบริการหน้าสถานีรถไฟภาคใต้หรือชายขายตัวในบาร์เกย์หรือแม่อุ๊ยขอทานข้าวสารภาคเหนือ

                    ในความเป็นจริง การใช้พลังชีวิตในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการของคนจนคนด้อยโอกาส และผู้ต้องขัง ไม่ใช่จะมีผลกระทบต่อตัวเองในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวมด้วย อย่างเช่น การก่ออาชญากรรมของคนจนหรือคนด้อยโอกาสไม่ว่าจะเป็นระดับลักเล็กขโมยน้อย จนถึงระดับปล้น ฆ่า ข่มขืน หรือการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศต่างๆ และการใช้พลังชีวิตในการแสวงหาสวัสดิการของผู้ต้องขังยังมีผลต่อการปกครอง การควบคุม และการปฏิบัติงานของเรือนจำด้วย ยกตัวอย่างเช่น การรวมกลุ่มอิทธิพลเรียกค่าคุ้มครอง รับจ้างทวงหนี้ ทำร้ายและฆ่าคู่อริในคุก การรวมกลุ่มค้ายาเสพติด หรือลักลอบนำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาในเรือนจำ หรือการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในหมู่ผู้ต้องขัง ฯลฯ การดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการเช่นนี้มีผลเสียหายอย่างยิ่งต่อเรือนจำ นอกจากนั้น การติดสินบนเจ้าหน้าที่หรือการแอบลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาในคุกสร้างปัญหาให้กับสังคมภายนอกจากการใช้โทรศัพท์ติดต่อสั่งค้าขายยาเสพติดกับคนภายนอก และการใช้โทรศัพท์สั่งการกระทำความผิดต่างๆอย่างเช่น การค้าขายสิ่งของผิดกฎหมาย ของเถื่อนหนีภาษี การรับจ้างฆ่า เป็นต้น

                    สังคมคุกถูกกักขังอยู่ในพื้นที่เฉพาะและควบคุมด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ วินัยเป็นสังคมเชิงรูปธรรม ส่วนสังคมคนจนคนด้อยโอกาสถูกกักขังและควบคุมด้วยฐานะ ชนชั้นเป็นสังคมเชิงนามธรรม แต่สิ่งที่ได้รับเหมือนกันคือ ความเป็นคนอื่น ที่ได้รับการดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยามถูกรังเกียจ ถูกเบียดขับ ไร้เกียรติ์ไร้ศักดิ์ศรี และการได้มาของสวัสดิการนั้นต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างทรหดอดทนและต้องแลกด้วยความอับอายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แม้ในปัจจุบัน รัฐพยายามจัดสวัสดิการและส่งเสริมการเข้าถึงสวัสดิการต่างๆให้กับคนจนคนด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆในสังคมแต่รัฐมองไม่เห็นผู้ต้องขังพิการ ผู้ต้องขังชรา ผู้ต้องขังป่วย หรือผู้ต้องขังที่ขายตัวในสังคมคุก

                    การบริหารสังคมคือ กระบวนการในการจัดการที่จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข และพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดกิจกรรม โครงการ นโยบายและแผนงานที่ส่งเสริมความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์และสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา มีการศึกษา มีสุขภาพดี มีบ้านอยู่อาศัย มีงานทำ และมีรายได้มั่นคง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการพักผ่อนหย่อนใจ มีการบริการสังคมทดแทนตามความจำเป็นและดำรงชีวิตอย่างถึงพร้อมด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความเป็นธรรมในสังคม (ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช 2548: 101)

                    การบริหารงานสวัสดิการสังคม (Social Welfare Administration) เป็นการบริหารงานกิจกรรม โครงการ หรือบริการสังคมในองค์กรสวัสดิการสังคมซึ่งหมายถึงองค์กรสวัสดิการสังคมที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรสาธารณะประโยชน์ และองค์กรประชาชน ให้สามารถจัดบริการสังคมเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีมาตรฐาน คงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และได้รับความเป็นธรรมทางสังคม ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสังคมมีคุณภาพ งานสวัสดิการสังคมประกอบด้วยการจัดระบบสวัสดิการสังคมที่เป็นกิจกรรมหรือบริการสังคมที่ทำให้คนมีการศึกษา มีสุขภาพอนามัยดี มีงานทำ มีที่อยู่อาศัย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการพักผ่อนหย่อนใจ และมีบริการสังคมทดแทนในส่วนบุคคล (พ.ร.บ. ส่งเสริมสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546: 5)

                    ดังนั้น เป้าหมายของการบริหารสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมคุกหรือสังคมภายนอก ก็คือการพัฒนาสังคมและพัฒนาคนอย่างเป็นปกติสุข (Peace) บนพื้นฐานศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) และผดุงความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) นอกจากนั้น การบริหารสังคมเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ต้องพัฒนาและสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของคนและสังคม ทั้งนี้ด้วยการบูรณาการ หลักการ วิธีการ กระบวนการของนโยบายและการวางแผนสังคม (Social Policy and Planning) การบริหารงานสวัสดิการสังคม (Social Welfare Administration) และการปฏิบัติงานทางสังคมศาสตร์ (Social Work Practice)ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมในด้านต่างๆ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความหมายของคำว่า สวัสดิการสังคมหมายถึง ระบบการจัดบริการสังคมเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาสังคม และพัฒนาสังคม รวมทั้งการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคมเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ในระดับมาตรฐาน โดยบริการดังกล่าวจะต้องตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนให้ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งในด้านการศึกษาที่ดี การมีสุขภาพ อนามัย การมีที่อยู่อาศัย การมีงานทำ การมีรายได้ การมีสวัสดิการแรงงาน การมีความมั่นคงทางสังคม การมีนันทนาการ และการบริการทางสังคมทั่วไป โดยระบบการจัดบริการสังคมต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิที่ประชาชนต้องได้รับและเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการจัดบริการสังคมในทุกระดับ และในการบริหารงานสวัสดิการสังคมควรยึดหลักการจัดสวัสดิการสังคมที่สอดคล้องกับความเป็นสากลโลก (ระพีพรรณ คำหอม, 2545: 25-26) ในเรื่อง 1) สิทธิมนุษย์ (Human Right) 2) ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) 3) ความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) 4) การมีส่วนร่วมของคนในสังคมทุกระดับ (Participation) 5) ความโปร่งใส (transparency) ซึ่งหลักการนี้ควรนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังในสังคมคุกในด้านต่างๆ

                    เนื่องจากสังคมผู้ต้องขังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากรัฐบาลเท่าที่ควร เห็นได้เป็นรูปธรรมคือ งบประมาณที่จำกัดในพันธกิจด้านการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขังซึ่งเป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสวัสดิการผู้ต้องขัง แม้จะเป็นพันธกิจที่สามารถทำให้ผู้ต้องขังกลับตัวกลับใจเป็นคนดีกลับสู่สังคมได้และไม่ก่ออาชญากรรมซ้ำกลับเข้ามาในคุกอีก แต่ตามแผนปฏิบัติราชการ กรมราชทัณฑ์ พ.ศ. 2551-2554ก็ยังทุ่มงบประมาณพันธกิจด้านการควบคุมถึง 38,555 ล้านบาท แต่จัดสรรงบประมาณให้กับพันธกิจด้านการบำบัดแก้ไข ฟื้นฟูเพียง 453 ล้านบาทเท่านั้นหรือกรณีเรือนจำกลางบางขวางซึ่งเป็นเรือนจำชายที่มีจำนวนมากถึง 5000 คน แต่เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ทั้งหมดกลับเป็นผู้หญิงเพียง 3 คนและมีเจ้าหน้าที่นักจิตวิทยาหญิงเพียง 1 คน ดังนั้น จึงทำให้เกิดการดิ้นรนแสวงหาสวัสดิการของผู้ต้องขังที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม การเสี่ยงอันตรายต่อการดำเนินชีวิตในคุก การละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เกิดผลเสียต่อการควบคุมในเรือนจำและส่งผลเสียก่อให้เกิดอาชญากรรมซ้ำต่อสังคมภายนอกเมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษ

                    ดังนั้น การบริหารสังคมคุกจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลงระบบคิดของผู้นำหรือผู้บริหารที่มีต่อการจัดการสวัสดิการผู้ต้องขังว่าควรจะเป็นอย่างไร ดำเนินการไปในแนวทางไหน ใช้หลักการวิธีการอย่างไรเพื่อจะได้สามารถกำหนดนโยบายและวางแผนได้ถูกต้องเหมาะสมในการบริหารงานสวัสดิการและการปฏิบัติงานทางสังคมศาสตร์ และในภาวะการณ์ปัจจุบันงานสังคมสงเคราะห์เป็นสิ่งเร่งด่วนที่จะต้องทำการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเรื่องสวัสดิการผู้ต้องขังที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าก่อนเป็นอันดับแรก

                    การปฏิบัติงานทางสังคมศาสตร์ (Social Work Practice) สิ่งที่สำคัญของการเป็นนักสังคมสงเคราะห์คือ ต้องมีจิตสาธารณะ ต้องมองโลกในแง่ดี ต้องมีเมตตากรุณา ทำงานด้วยใจกุศล เสียสละทุ่มเทการทำงาน บางครั้งความต้องการของผู้ต้องขังอาจก่อให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจนักสังคมสงเคราะห์ได้ แต่ก็ต้องอดทนซึ่งนอกจากจะทำงานตั้งรับแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานในเชิงรักด้วยการคอยตรวจสอบ แสวงหาค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ต้องมีความละเอียดอ่อนในการมองปัญหา ยกตัวอย่างเช่น การเห็นว่าการทำงานหารายได้เป็นปัญหาของความต้องการสวัสดิการของตัวผู้ต้องขังเองในเรือนจำ หรือเห็นว่าการหารายได้เป็นการดิ้นรนเพื่อแสวงหาสวัสดิการเพื่อครอบครัวของผู้ต้องขัง แต่ถ้าปัญหาจริงๆที่ค้นพบคือ การทำงานหารายได้นั้นเพราะความห่วงใยที่ผู้ต้องขังมีต่อครอบครัว

                    ดังนั้น นักสังคมสงเคราะห์ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยครอบครัวผู้ต้องขังที่เดือดร้อนด้วยการให้เงินทุนการศึกษาสงเคราะห์บุตร การให้เงินกู้ยืมแก่ครอบครัวเพื่อเป็นทุนค้าขาย หรือการเยี่ยมบ้านผู้ต้องขังเพื่อนำข่าวคราวมาแจ้งให้ผู้ต้องขังทราบเพื่อคลายความวิตกกังวล ฯลฯ หรือกรณีผู้ต้องขังยากจนเมื่อได้รับการปลดปล่อยก็มีการให้เงินค่าอาหารหรือค่าเดินทางกลับบ้านตามความเป็นจริงไม่ใช่ตามที่ราชการกำหนด หรือผู้ต้องขังที่ได้รับการปลดปล่อยคนใดที่ไม่มีบ้านก็จัดหาบ้านพักให้อยู่ชั่วคราวจนกว่าจะหาที่อยู่ได้หรือมีงานทำ เป็นต้น

                    เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณด้านสวัสดิการ นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องเป็นผู้ประสานงาน สร้างเครือข่ายในการช่วยเหลือทั้งเงินทุน สิ่งของบริจาค สามารถดึงหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมดำเนินการเป็นการทำงานแบบพหุลักษณ์หรือภาคีร่วม สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการติดตาม ประเมินผลโครงการหรือกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่น โครงการฝึกอาชีพก่อนการปลดปล่อยที่นิยมให้ผู้ต้องขังฝึกหัดเย็บรองเท้า นวด ตัดผม ตอนกิ่งไม้ แต่จากข้อมูลทางสถิติของผู้ต้องขังที่มารายงานตัวประจำเดือนพบว่า ไม่มีใครนำไปใช้ทำงานเป็นอาชีพเลย ดังนั้นการติดตามประเมินผลสามารถทำให้เราทราบถึงประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินงานสังคมสงเคราะห์ที่ผ่านมาว่าได้ผลอย่างไร ถ้าไม่ได้ผลก็หาวิธีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงต่อไป

                    ในการกำหนดนโยบายและการวางแผนสังคม (Social Policy and Planning)เราต้องตระหนักว่าผู้ต้องขังมีความหลากหลาย แม้ส่วนใหญ่ของผู้ต้องขังจะมีการศึกษาต่ำ แต่ก็มีบางคนมีการศึกษาสูงที่กระทำผิดโดยไม่มีความยั้งคิด แยกแยะผิดชอบชั่วดี (ไอคิวสูง-อีคิวต่ำ) หรือการกระทำความผิดของผู้ต้องขังบางคนเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรง แต่ผู้ต้องขังบางคนก็อาจกระทำผิดด้วยความประมาทหรือบันดาลโทสะ หรือกระทำความผิดเพราะความโลภ ซึ่งเห็นได้จากคดียาเสพติดที่ผู้กระทำความผิดมีความโลภต้องการเงิน โดยไม่มีความตั้งใจหรือต้องการให้มีคนติดยาหรือต้องการทำลายประเทศชาติ แต่ผู้ต้องขังคดียาเสพติดบางคนก็กระทำเพราะความจำเป็นบังคับ เนื่องจากความยากจน

                    นอกจากนั้น ผู้ต้องขังยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ ลัทธิทางศาสนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลในการดำเนินการออกนโยบายและการวางแผนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดสวัสดิการด้านต่างๆที่ออกมาในรูปของโครงการ โปรแกรม และกิจกรรม เพื่อเหมาะสมกับผู้ต้องขังที่มีภูมิหลังที่ความแตกต่างกัน

                    แม้โครงการ โปรแกรม และกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดสวัสดิการด้านต่างๆในปัจจุบันจะมีความสอดคล้องกับนโยบายของกรมราชทัณฑ์ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริงของผู้ต้องขังเลยเพราะผู้ต้องขังไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความต้องการที่แท้จริง สวัสดิการต่างๆมาจากทฤษฎี หรือตำรา หรือเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดจากผู้บริหารกรมราชทัณฑ์หรือผู้บริหารประเทศเป็นผู้นำเสนอสั่งการให้ปฏิบัติตาม ไม่ได้เป็นไปตามหลักความจริงของการมีส่วนร่วมของผู้ต้องขังในเรือนจำ ยกตัวอย่าง สิ่งที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นห่วงและกังวลมากที่สุดไม่ใช่สภาพความเป็นอยู่ของตัวเขาเองในเรือนจำ แต่กลับเป็นปัญหาครอบครัวคือ ความห่วงใยลูกเมีย พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพราะเมื่อเขาติดคุก ทุกคนต้องลำบากในเรื่องความเป็นอยู่การทำมาหากิน

                    สำหรับกรณีนี้กรมราชทัณฑ์ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังได้ แต่ก็ใช้วิธีการประสานขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นเช่น ขอทุนการศึกษาบุตรผู้ต้องขังจากมูลนิธิพิบูลสงเคราะห์ หรือขอทุนประกอบอาชีพหรือกรณีประสบปัญหาบางอย่างก็จะแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังกรมประชาสงเคราะห์ เป็นต้นซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์โดยตรงเพราะเป็นความต้องการที่แท้จริงของผู้ต้องขัง

                    กล่าวโดยสรุป สิ่งสำคัญอันดับแรกในการกำหนดนโยบายและวางแผนการบริหารจัดการสวัสดิการคือ กรมราชทัณฑ์ควรจะให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพราะจะได้ตรงกับความต้องการและความจำเป็นที่แท้จริง ส่วนการดำเนินการในภารกิจที่ยากลำบากต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกลุ่มแบบบูรณาการ เฉพาะเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่มีทางบรรลุผลสำเร็จได้  ดังนั้นในการบริหารสังคม(คุก)ควรยึดคน(ผู้ต้องขัง)เป็นศูนย์กลางด้วยการรับฟังความคิดเห็นและความต้องการที่แท้จริงของผู้ต้องขัง เพราะที่ผ่านมา คุกไม่เคยฟังเสียงผู้ต้องขัง แม้ปัจจุบันแนวคิดต่างๆทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการสวัสดิการและการสังคมสงเคราะห์ที่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการอันจะทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ

                    นอกจากความสำคัญในการมีส่วนร่วมของผู้ต้องขังแล้ว ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงคือ ความเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกรมราชทัณฑ์หรือเรือนจำ และการนำหลักการบริหารจัดการที่ดีมาใช้อันจะนำมาซึ่งสวัสดิการที่ดีของผู้ต้องขังในเรือนจำ

                    การบริหารสังคมเป็นงานที่มีขอบเขตครอบคลุมทุกองค์ประกอบของโครงสร้างสังคมและไม่ผูกขาดการทำงานเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ นักสวัสดิการสังคม นักพัฒนาสังคม หรือผู้ปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ที่สังกัดหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม แต่การบริหารสังคมต้องการความร่วมมือร่วมใจกันของนักวิชาชีพจากความหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงการทำงานในแบบพหุลักษณ์ หรือการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ เฉพาะปัญหาสังคมนับวันจะมีความสลับซับซ้อนเชื่อมโยงในหลายมิติมากขึ้น ทั้งในมิติของปัจเจกบุคคล ครอบครัว กลุ่ม ชุมชน มิติทางเศรษฐศาสตร์ มิติทางการเมืองการปกครอง มิติทางวัฒนธรรม มิติทางเทคโนโลยี มิติทางสิ่งแวดล้อม(ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช 2548: 103)

                    เนื่องจากความเป็นผู้ต้องขังทำให้ขาดอำนาจการต่อรองหรือเสนอหรือแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้อาจเกิดจากความอับอาย ความไร้ศักดิ์ศรีที่ได้ชื่อว่าเป็น ผู้ต้องขังหรือการใช้อำนาจต่อรองหรือแสดงความต้องการอาจหมายถึง ความตายในข้อกล่าวหาว่า ก่อจลาจลเพราะวัฒนธรรมความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยรู้สึกรังเกียจ ไม่อยากให้ความสนใจ ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากคบหาสมาคมกับคุกหรือผู้ต้องขัง ดังนั้น ผู้ที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ซึ่งต้องเป็นผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลง ต้องกล้ายอมรับแนวคิดใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับแนวคิดดั้งเดิมที่ไม่เคยประสบผลสำเร็จในการบริหารสังคมคุก ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแนวคิดจากพันธกิจการควบคุม มาเป็นการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง(จัดสวัสดิการให้ได้มาตรฐานในทุกๆด้าน) ซึ่งถ้าบรรลุความสำเร็จ สังคมก็สงบสุข ไม่มีการกระทำผิดซ้ำคนก็จะไม่กลับเข้ามาในคุกอีก ไม่ต้องสร้างคุกเพิ่ม ไม่ต้องห่วงพันธะกิจเรื่องการควบคุมอีก

                ผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ควรเป็นผู้นำเสนอปัญหาความต้องการหรือปัญหาสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังต่อรัฐบาลเพื่อให้เห็นความสำคัญและเข้ามารับผิดชอบแก้ไขในปัญหา ต่อจากนั้น กรมราชทัณฑ์ควรมีนโยบายประชาสัมพันธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับภาพลักษณ์ด้านลบที่มีต่อผู้ต้องขังและสร้างทัศนคติที่ดีหรือความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับผู้ต้องขังขึ้นมาในสังคมหรือในจิตใจของประชาชน เมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าใจยอมรับผู้ต้องขัง ก็จะเกิดความเมตตากรุณาเกิดความต้องการที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ต้องขัง  

                    ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะจัดการเรื่องสวัสดิการของผู้ต้องขังให้เรือนจำคือ หลักการบริการจัดการที่ดี (Good Governance) การบริหารจัดการที่ดีหมายถึง ผลลัพธ์ของการดำเนินกิจกรรมการบริหารการปกครองที่มีการจัดสรรและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนอง แก้ไขปัญหาของสังคมเป็นอย่างดีและนำมาซึ่งความเจริญในด้านต่างๆ

                    การบริหารจัดการที่ดีเป็นแนวทางการจัดระเบียบสังคมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความรู้รักสามัคคีและร่วมกันเป็นพลังก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นส่วนเสริมความเข้มแข็งหรือสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประเทศ พื้นฐานแนวคิดในการบริหารจัดการที่ดี ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 6 ประการคือ (กมล ทองธรรมชาติ, 2543: 22) 1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3) หลักความโปร่งใส 4) หลักการมีส่วนร่วม 5) หลักความรับผิดชอบ 6) หลักความคุ้มค่า

                    การลงโทษด้วยการกักขังเป็นความหมายของคุกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแนวคิดจากการลงโทษทางร่างกายที่โหดร้ายมาเป็นการลงโทษทางจิตใจด้วยการกักขังจำกัดอิสรภาพ แต่ในความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่า การกักขังจำกัดอิสรภาพของคุกสมัยใหม่ นอกจากลงโทษทางจิตใจแล้ว ยังเป็นการลงโทษด้วยการทรมานทางร่างกายอีกด้วย ซึ่งเกิดขึ้นจากกลไกทางอำนาจจากกฎระเบียบวินัยทำให้ผู้ต้องขังเกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน ผู้ต้องขังต้องดิ้นรนต่อสู้แสวงหาหนทางรอดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน สิ่งของเครื่องใช้ ที่พักอาศัย การรักษาสุขภาพตนเองเพื่อไม่ให้เจ็บป่วย ต้องรวมกลุ่มเพื่อปกป้องดูแลชีวิตและทรัพย์สินของกันและกันให้ปลอดภัยจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นในเรือนจำที่เต็มไปด้วยไปด้วยอาชญากร ซึ่งไม่ต่างอะไรกับชีวิตของคนจนคนด้อยโอกาสในสังคมภายนอกที่ถูกลืม ถูกรังเกียจเหยียดหยาม ถูกทิ้งถูกขับให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องดิ้นรนเพื่อแสวงหาสวัสดิการเพื่อตนเองและครอบครัว ซึ่งแลกมาด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความไม่ยุติธรรม ความไม่เท่าเทียม

                    ผู้ต้องขังในเรือนจำถูกสังคมละทิ้งไม่สนใจใยดีเช่นเดียวกับคนจนคนด้อยโอกาสในสังคมภายนอก แม้รัฐบาลเองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้คนจนคนด้อยโอกาสต้องกระทำความผิดกลายมาเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ อันเนื่องมาจากความผิดพลาดในการกำหนดนโยบายและวางแผนในการบริหารประเทศ การคอร์รัปชั่น ความไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ฯลฯ เนื่องจากรัฐบาลไม่เคยให้ความสนใจ ไม่เคยกำหนดนโยบายหรือวางแผนอะไรที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ดังนั้น การบริหารสังคมคุกควรจะต้องมีหลักในการดำเนินงาน และหลักการบริหารจัดการที่ดี (Best Practice) เป็นสิ่งที่รัฐบาลหรือกรมราชทัณฑ์ควรนำมาเป็นหลักในการปรับปรุงแก้ไขสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำให้ดีขึ้น

                    ถ้าสังคมภายนอกเห็นใจ และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตคนจนคนด้อยโอกาสเหล่านั้นที่ทำให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นผู้ต้องขังในคุกแล้ว คนในสังคมคงเต็มใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างแน่นอน อย่าหลงเชื่อความถูกต้องชอบธรรมที่รัฐบาลอ้างเพื่อ ประหารชีวิตผู้ต้องขังเพื่อปกปิดความผิดพลาด ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ แล้วโยนความผิดให้ประชาชนที่ยากจนด้อยโอกาสรับไปด้วยข้อหาเป็นอาชญากรที่ทำร้ายสังคมสร้างความเดือดร้อนให้สังคม

                    สังคมไทยถูกสร้างปลูกฝังให้มีทรรศนะคติด้านลบต่อผู้ต้องขัง เห็นผู้ต้องขังเป็นบุคคลอันตราย เป็นบุคคลที่สร้างปัญหาและทำลายสังคม ทำให้สังคมไม่ยอมรับ ไม่ให้อภัยในความผิดที่ผู้ต้องขังเหล่านี้ก่อขึ้น ซึ่งไม่ใช่อคติที่เกิดขึ้นเฉพาะกับประชาชนภายนอกเท่านั้น แม้แต่กรมราชทัณฑ์หรือเจ้าหน้าที่เรือนจำเองที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับผู้ต้องขังบางคนก็ยังมีทรรศนะคติด้านลบต่อผู้ต้องขังเช่นกัน

                    ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังของเจ้าหน้าที่บางคน หรือกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย โครงการ ที่มาจากรัฐบาลหรือจากกรมราชทัณฑ์บางอย่างที่เน้นหนักการควบคุมเป็นหลักจึงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการบริหารสังคมคุกทำให้มีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการบริการสังคมที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการสวัสดิการและการให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ

                    ผลจากอคติที่มีต่อผู้ต้องขังทำให้ผู้ต้องขังต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหาสวัสดิการของตนเองซึ่งนำมาทั้งผลดีและผลเสียต่อตนเอง ต่อการปฏิบัติงานของเรือนจำ และต่อความสงบสุขของสังคมภายนอก ซึ่งถ้าผู้นำรัฐบาลหรือผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ยังไม่ให้ความสนใจ ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แสดงความต้องการของตนเองเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านสวัสดิการทำให้ความเป็นอยู่หรือสภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำดีขึ้นแล้ว

                    ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในสังคมคุก และเมื่อผู้ต้องขังได้รับการปลดปล่อยออกมาในสภาพที่เคยถูกรังเกียจ ดูหมิ่นเหยียดหยาม เกิดความคับแค้นใจ เพราะถูกเบียดขับออกจากสังคม ไม่ได้รับการเหลียวแลจากสังคม ถูกสังคมทอดทิ้ง ไม่ได้รับสวัสดิการที่เป็นธรรมทำให้การบำบัด แก้ไข ฟื้นฟูล้มเหลว ไม่สามารถทำให้ผู้กระทำความผิดกลับตัวเป็นคนดีได้ ประชาชนในสังคมภายนอกก็จะต้องได้รับผลร้ายตอบแทนจากการที่ละเลยไม่สนใจใยดีในชะตากรรมของผู้ต้องขังที่ได้รับในเรือนจำ ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของการกระทำผิดซ้ำหรือก่ออาชญากรรมซ้ำ อันส่งผลต่อสวัสดิการด้านความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคม รวมทั้งส่งผลเสียต่อการพัฒนาและความก้าวหน้าที่ยั่งยืนของคนและสังคมโดยรวม

                    ไอน์สไตน์กล่าวว่า “เราต้องการวิธีการคิดแบบใหม่ ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง หากมนุษยชาติจะยังคงอยู่รอดอยู่ได้”ดังนั้นกรมราชทัณฑ์ต้องนำการเปลี่ยนแปลงเข้ามาในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในเรื่องของสวัสดิการในเรือนจำหรือมีโอกาสร่วมแสดงความคิด ความเห็น ความต้องการของผู้ต้องขัง ซึ่งการมีส่วนร่วมเป็นหลักเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการบริหารจัดการสวัสดิการสังคม กรมราชทัณฑ์ต้องเปิดโอกาสให้มีการสอบถามความต้องการ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุง ระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสวัสดิการของผู้ต้องขัง

                    การมีส่วนร่วมของผู้ต้องขังในเรื่องของการบริหารงานสวัสดิการสังคมคุกไทยจะทำให้เกิดความเป็นธรรม ความเท่าทียม รักษาสิทธิมนุษยชน ปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และการจะได้มาของการมีส่วนร่วมของผู้ต้องขัง รัฐหรือกรมราชทัณฑ์จะต้องทำลายอคติของสังคมที่มีต่อผู้ต้องขัง เปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อสร้างทรรศนะคติที่ดีของผู้ต้องขังต่อประชาชนในสังคมภายนอก ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐและผู้นำผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ที่จะทำให้สังคมรับรู้ ยอมรับ และเข้าใจว่าผู้ต้องขังคือคนจนคนด้อยโอกาสอย่างถึงที่สุด คือประชาชนในสังคม คือกลุ่มชนชายขอบประเภทหนึ่ง ผู้ต้องขังก็เป็นสมาชิกร่วมสังคมเดียวกันกับเรา ซึ่งควรจะมีส่วนร่วม มีสิทธิ และมีความเสมอภาคเท่าเทียมเช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนในสังคมผู้ต้องขังไม่ควรถูกดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยาม ถูกทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถูกเบียดขับออกจากสังคมกลายเป็นคนอื่นที่ไม่มีใครสนใจใยดี

 

บรรณานุกรม

กองทุนสวัสดิการข้าราชการกรมราชทัณฑ์ คู่มือเจ้าพนักงานเรือนจำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมราชทัณฑ์, 2542.

กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์  ทฤษฎีวิพากษ์ในนโยบายและการวางแผนสังคม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549.

ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช  การบริหารสังคมกับโครงสร้างสังคมไทย. สนับสนุนโดยโครงการปริญญาโทการบริหารและนโยบายสวัสดิการสังคม คณะสังคมสงเคราะห์สาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ: มิสเตอร์ ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด, 2548.

ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช  การใช้ทรัพยากรในงานสวัสดิการสังคม. กรุงเทพฯ: สมชายการพิมพ์, 2544.

นิธิ เอียวศรีวงค์. สังคมไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ) น. 241-244.

ระพีพรรณ คำหอม  สวัสดิการสังคมกับสังคมไทย. กรุงเทพฯ: อารยัน มีเดีย, 2545.

อภิญญา เวชยชัย และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาส: กลุ่มคนจนคนด้อยโอกาสและกลุ่มเสี่ยงที่ประสบปัญหาทางสังคม.ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2546.

งานประกวดแข่งขันสวนสนามผู้ต้องขัง เรือนจำและทันฑสถาณ ในเขตกรุงเทพมหานคร และ นนทบุรี ปี 2559

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ณ เรือนจำกลางบางขวาง

    พล.อ.ทิวะพร ชะนะพะเนาว์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีฯ งานประกวดแข่งขันสวนสนามผู้ต้องขัง เรือนจำและทันฑสถาณ ในเขตกรุงเทพมหานคร และ นนทบุรี

 

 

     การจัดงานประกวดแข่งขันสวนสนามมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนโยบายการจัดระเบียนภายในเรือนจำ/ทัณฑสถาน ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ผู้ต้องขังได้ฝึกระเบียบวินัยอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงจูงใจในการสร้างวินัยรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมผู้ต้องขังให้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามกฎระเบียบ วินัยของเรือนจำ/ทัณฑสถาน รู้จักรับผิดชอบต่อตนเองและสวนรวม

     นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส มหามงคลเถลิงถวัลราชสมบัติครบ 70 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2559

 

      การจัดงานในวันนี้ กรมราชทัณฑ์ได้มอบหมายให้เรือนจำกลางบางขวางเป็นเจ้าภาพในการประกวดแข่งขัน รอบคัดเลือก เรือนจำ/ทัณฑสถาณ ในเขตกรุงเทพมหานครและนนทบุรี ซึ่งมีเรือนจำ/ทัณฑสถานเข้าร่วมจำนวณ 7 แห่ง คือ เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เรือนจำพิเศษธนบุรี เรือนจำพิเศษมีนบุรี เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งมีผู้ต้องขังเข้าร่วมสวนสนาม จำนวณ 480 คน

 

      นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีกิจกรรมเยี่ยมญาติใกล้ชิดสำหรับผู้ต้องขังที่เข้าร่วมเดินสวนสนาม มีจำนวณญาติเข้าร่วมทั้งสิ้น จำนวณ 130 คน

 

การจัดระเบียนเรือนจำ ตามนโยบาย 5 ก้าวย่างแห่งการเปลี่ยนแปลงราชทัณฑ์

โครงการพบญาติใกล้ชิดประจำปี 2558

 

เรือนจำกลางบางขวางจัดกิจกรรมพบญาติใกล้ชิด

ประจำปี 2558

โดยมีระเบียบ ดังนี้

 

 

 

พิธีถวายพระพรชัยมงคลและพิธีทบทวนคำปฏิญาณพร้อมทั้งสวนสนามของลูกเสือผู้ต้องขัง

 

นายสุรพล  แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง

เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล

และพิธีทบทวนคำปฏิญาณพร้อมทั้งสวนสนามของลูกเสือผู้ต้องขัง

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2558

ณ หอประชุมแดน 14

 

 

การจัดกิจกรรมและอบรมผู้ต้องขังเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

 

นายสุรพล แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง

เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมและอบรมผู้ต้องขัง

เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558

ณ อาคารห้องสมุดพร้อมปัญญา ชั้น 2