• 1

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 2

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 3

    เรือนจำกลางบางขวาง

  • 4

    เรือนจำกลางบางขวาง

 

แผนสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ต้องหา/ผู้ต้องขัง

 

          ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2ได้ให้คํานิยาม “ผู้ต้องหา” ว่าหมายความถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทําผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล “จําเลย” หมายความว่าบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทําผิด พระราชบัญญัติราชทัณฑ์พุทธศักราช 2479มาตรา 4ได้ให้คํานิยาม ว่า “ผู้ต้องขัง”หมายความรวมตลอดถึงนักโทษเด็ดขาด คนต้องขัง และคนฝาก “นักโทษเด็ดขาด” หมายความว่าบุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามหมายจําคุกภายหลังคําพิพากษาถึงที่สุด และหมายความรวมถึงบุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษด้วย“คนต้องขัง” หมายความว่า บุคคลที่ถูกขังไว้ตามหมายขัง "คนฝาก" หมายความว่า บุคคลที่ถูกฝากให้ควบคุมไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น โดยไม่มีหมายอาญา พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2506มาตรา 3ให้คํานิยามว่า “ผู้ต้องกักขัง”หมายความว่า ผู้ที่ถูกกักขังตามหมายกักขังของศาลตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อ 5ข้อ 9ข้อ 11ได้ระบุถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขัง ดังนี้

          ข้อ 5บุคคลจะถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือหยามเกียรติมิได้                                                                                                            ข้อ 9บุคคลใดจะถูกจับกักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้                                                       ข้อ 11 (1) บุคคลซึ่งถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จําเป็นในการต่อสู้คดี ฯลฯ                                                                                                ส่วนในมาตรา 6แห่งอนุสัญญาเดียวกันได้กําหนดหลักการเกี่ยวกับสิทธิที่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมไว้ในลักษณะเดียวกับที่ ICCPR มาตรา 14บัญญัติไว้เช่นกัน เช่น การที่บุคคลมีสิทธิที่ได้รับการพิจารณาคดีอาญาอย่างเป็นธรรมภายในเวลาที่เหมาะสม โดยศาลที่เป็นกลางและเป็นอิสระซึ่งก่อตั้งโดยกฎหมายหลักการให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกจับเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ได้รับการบัญญัติไว้เช่นกัน

          นอกจากนี้ตามหลักมาตรฐานสากล สหประชาชาติได้บัญญัติการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องหาไว้หลายประการ ตามที่กําหนดไว้ใน Universal Declaration of Human Rights ค.ศ.1948 ซึ่งต่อมาได้มีการประกาศยอมรับสิทธิของผู้ต้องหาไว้เป็นการเฉพาะใน International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ตามข้อมติการประชุมสหประชาชาติ ที่ 2200 (XXI) เมื่อวันที่ 16ธันวาคม ค.ศ.1966              มาตรา 14มีสาระสําคัญ คือ                                                                          ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกันทางกฎหมายต่อหน้าศาลและองค์กรตัดสินข้อพิพาท ในการฟ้องร้องและพิพากษาคดีทางอาญา ทุกคนจะต้องได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมในพิจารณาคดีที่ยุติธรรม โดยองค์กรศาลที่เป็นอิสระและเป็นกลางตามกฎหมาย การพิจารณาคดีในทางลับ จะกระทําได้เพียงจํากัดในเหตุผลทางศีลธรรมจรรยา ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยของรัฐเท่านั้น รวมถึงเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเอกชนที่จําเป็นอย่างยิ่งยวด หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมที่สําคัญอย่างยิ่ง แต่จะต้องตีพิมพ์คําพิพากษาเผยแพร่ต่อสาธารณะเว้นแต่ในคดีเด็กและเยาวชน                                                    ผู้ที่ถูกฟ้องในคดีอาญาจะต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเขาได้กระทําผิดจริงเพื่อเป็นหลักประกันในคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิดังต่อไปนี้                                           สิทธิที่จะได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาในภาษาที่ผู้ต้องหาสามารถเข้าใจได้                                                                                                              สิทธิที่จะมีเวลาเพียงพอ รวมถึงสิ่งอํานวยความสะดวกในการเตรียมการต่อสู้ข้อกล่าวหาและการปรึกษาหารือกับทนายความโดยเจตจํานงของผู้ต้องหาเอง                                                                    สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว ไม่มีการหน่วงรั้งให้ช้าผิดปกติ                                    สิทธิที่จะแสดงพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีด้วยตนเองหรือโดยทนายความของเขา และสิทธิที่ได้รับการแจ้งว่า ถ้าเขาไม่มีทนายความ เขามีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้ว รัฐจะออกค่าใช้จ่ายสําหรับการแต่งตั้งทนายความดังกล่าว หากเขาไม่มีความสามารถในการจ้างทนายความเอง                                                                                                     สิทธิที่จะตรวจสอบหรือซักค้านพยานโจทก์ และสิทธิที่สังเกตการณ์และซักค้านพยานใด ๆ ในคดีภายใต้สถานการณ์อย่างเดียวกัน                                                                                                 สิทธิที่จะมีล่ามแปลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ถ้าเขาไม่สามารถเข้าใจภาษาที่ใช้ในการพิจารณาในศาลได้    สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้เบิกความเป็นปรปักษ์หรือปรักปรําตนเอง หรือให้รับสารภาพในความผิดที่ถูกกล่าวหา                                                                                                                      ในคดีที่ผู้กระทําผิดเป็นเด็กและเยาวชน ให้นําปัจจัยเรื่องอายุและการฟื้นฟูความประพฤติมาพิจารณาแทนการลงโทษทางอาญา                                                                                                บุคคลที่ต้องคําพิพากษาให้ลงโทษ มีสิทธิที่อุทธรณ์ต่อศาลสูงขึ้น                                          บุคคลที่ต้องคําพิพากษาให้ลงโทษ แต่ต่อมาภายหลังศาลสูงได้พิพากษายกฟ้อง หรือค้นพบพยานหลักฐานใหม่ว่าเขาไม่ได้กระทําผิด ย่อมมีสิทธิในการชดใช้สําหรับความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว เว้นแต่ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง                                                                     บุคคลไม่สามารถถูกพิจารณาพิพากษาหรือลงโทษซ้ำได้สําหรับความผิดอย่างเดียวกันที่ได้มีคําพิพากษาถึงที่สุดลงโทษหรือยกฟ้องไปแล้ว

          สําหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550ได้ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนี้

          1. สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ย่อมได้รับความคุ้มครอง (มาตรา 4)                       2. การใช้อํานาจรัฐต้องคํานึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ (มาตรา 26)                  3. ห้ามการทรมาน ทารุณกรรม หรือลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม (มาตรา 32วรรคสอง)         4. บุคคลมีสิทธิที่จะไม่ต้องรับโทษทางอาญา เว้นแต่จะได้กระทําความผิดตามที่กฎหมายกําหนด (มาตรา 39)                                                                                                                            5. การจับกุมหรือคุมขังบุคคลใด จะกระทํามิได้เว้นแต่มีคําสั่ง หรือมีหมายศาล (มาตรา 32วรรคสาม)      6. ผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์ความผิดภายหลัง (มาตรา 39วรรคสอง)                                                                             7. ผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคําเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง (มาตรา 40 (4))                                                                                                                    8. ผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญามีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จําเป็นและเหมาะสมจากรัฐ (มาตรา 40 (5)                                                                                                          9. ผู้ต้องหาหรือจําเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (มาตรา 40 (7))

          ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ระบุดังนี้                                                        สิทธิที่จะมีทนายความของผู้ถูกจับและผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว ระบุในมาตรา 7/1            พนักงานสอบสวนมีหน้าที่จัดหาทนายความให้ผู้ต้องหา ระบุในมาตรา 134/1 (ศาลมีหน้าที่จัดหาทนายให้จําเลย ระบุในมาตรา 173)                                                                                     พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความและสิทธิที่จะไม่พูด ระบุในมาตรา 134/4

สภาพปัญหา

1. ปัญหาผู้ต้องหาถูกรุมทําร้ายขณะนําตัวไปประกอบการจัดทําแผนเพื่อรับสารภาพ ยังปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะคดีที่เป็นที่รู้จักทั่วไป การเผยแพร่ข้อมูลการนําตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบการจัดทําแผนรับสารภาพออกไป จึงเพิ่มโอกาสให้เกิดเหตุการณ์รุมทําร้ายได้มากขึ้น อีกทั้งการทําแผนประทุษกรรมประกอบคํารับสารภาพโดยเฉพาะในคดีข่มขืนกระทําชําเรา ซึ่งไม่เหมาะสมทั้งต่อผู้ต้องหาหรือจําเลยแล้ว อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อผู้เสียหายและครอบครัวญาติพี่น้อง รวมถึงการเผยแพร่ภาพผู้ต้องหาหรือจําเลยออกมาปรากฏต่อหน้าสาธารณชนทางสื่อสารมวลชน โดยมิได้มีความสมัครใจ ประเด็นดังกล่าวได้ถูกร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อหาทางออกร่วมกัน                                                                                               2. ปัญหาสภาพแวดล้อมในห้องขังและสวัสดิการสําหรับนักโทษหญิงโดยเฉพาะนักโทษหญิงที่ตั้งครรภ์ต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ เช่น การจัดสวัสดิการเรื่องผ้าอนามัยสําหรับนักโทษหญิงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และการจัดสถานที่และบริการสําหรับหญิงมีครรภ์เพื่อคุณภาพที่ดีของเด็กในครรภ์                                                                                                                           3. จํานวนเรือนจําค่อนข้างมีความแออัด ผู้ต้องหาหรือจําเลยที่มิได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจะถูกส่งไปควบคุมในเรือนจํา จํานวนเรือนจําที่มีจํานวนและสภาพพื้นที่ที่จํากัด มีความแออัด                           4. ในการดําเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือในชั้นศาล หากมีความล่าช้าในขั้นตอนเหล่านั้นย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ต้องหา/จําเลย ซึ่งจะต้องมีสภาพเป็นผู้ต้องขัง อาจต้องประสบปัญหาทุกข์ทรมาน เจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ                                                                      5. ปัจจุบันการจัดทนายความของรัฐให้กับผู้ต้องหาในระหว่างสอบสวนยังขาดประสิทธิผลเท่าที่ควรเว้นแต่ผู้ต้องหาจะจัดหามาเอง แม้ว่าสิทธิในการมีทนายความของผู้ต้องหาก่อนสอบคําให้การ พนักงานสอบสวนต้องสอบถามผู้ต้องหาและจัดหาทนายความให้ เว้นแต่จําเป็นเร่งด่วน ให้สอบสวนได้โดยไม่ต้องรอทนายความ วิธีการจัดหาให้ทําตามกฎกระทรวงยุติธรรม ปี พ.ศ. 2549และทนายความมีสิทธิได้รับเงินตามที่ระเบียบกระทรวงยุติธรรมปี พ.ศ. 2550กําหนดคดีโทษประหารชีวิตและคดีที่ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18ปี ถ้าไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องจัดให้ คดีอื่นที่มีโทษจําคุก ถ้าไม่มีทนายความและผู้ต้องหาร้องขอ จึงจัดให้ถ้าผู้ต้องหาจะหาทนายความเองหรือไม่ต้องการทนายความ ก็ไม่ต้องจัดหาให้

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ                                                                                                1. มุ่งเน้นให้ความสําคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพเรือนจําและสถานที่ควบคุมดูแลรวมถึงการขยายสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จําเป็น เพิ่มเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และดําเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงการเข้าถึง การดูแลด้านการรักษาพยาบาล และการให้คําปรึกษาด้านกฎหมายต่อผู้ต้องหาและผู้ต้องขัง            2. ส่งเสริมการมีทนายให้ความช่วยเหลือแก่จําเลยทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา โดยรัฐจะต้องจัดให้มีทนายความในการให้คําแนะนําและช่วยเหลือในการต่อสู้คดีแก่ผู้ต้องหาและจําเลยในคดีอาญา เพื่อเป็นหลักประกันการรักษาประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้แก่ผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญา ทั้งนี้เพราะรัฐจะต้องบริหารกระบวนการยุติธรรมให้มีความยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และเป็นที่เชื่อถือของประชาชน                           3. พัฒนาระบบการประเมินคัดกรอง จําแนก และส่งต่อเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งพัฒนาระบบการบําบัด แก้ไข ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่มีความสอดคล้องกับลักษณะปัญหาและความต้องการของเด็กและเยาวชน โดยนําครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนพัฒนารูปแบบของระบบการติดตามดูแลเด็กและเยาวชนรายบุคคลภายหลังการปล่อยตัวที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาและความต้องการของเด็กและเยาวชน โดยให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมสําคัญในการดําเนินการติดตามดูแลเด็กและเยาวชนในครอบครัวและชุมชนของตน ภายใต้การพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือกและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน                                                                                                                  4. ส่งเสริมการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจําเลย ทั้งในด้านการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และการทําแผนประทุษกรรมประกอบการรับสารภาพ โดยคํานึงถึงหลักการสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความชอบธรรมอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งการกําหนดแนวทางในการหาวิธีการทดแทนในการนําตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาไปยังที่เกิดเหตุหรือจัดทําแผนประทุษกรรม และออกกฎหมายให้การทรมานเป็นความผิดอาญา                      5. ผู้ต้องหาหรือจําเลยที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ควรถูกควบคุมในเรือนจํา และควรแสวงหาแนวทางหรือเครื่องมืออื่นๆ ในการติดตามควบคุมผู้ต้องหาหรือจําเลย และส่งเสริมให้มีการประกันตัวทุกคดี ส่งเสริมการควบคุมผู้ต้องขังนอกเรือนจํามากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้กระทําผิดสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพื่อดูแลครอบครัวและทํามาหากินได้ แต่ให้ถูกจํากัดสิทธิเสรีภาพบางส่วนแทนการส่งผู้กระทําผิดทั้งหมดเข้าเรือนจํา     6. ส่งเสริมการปฏิรูประบบการปฏิบัติต่อเด็กและสตรีในกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม การสร้างหลักประกันให้มีการแยกเด็กที่กระทําผิดออกจากผู้ต้องขังที่เป็นผู้ใหญ่ และพิจารณาการพัฒนาระบบการลงโทษทางเลือกเพื่อลดจํานวนสตรีและเด็กในสถานควบคุมตัวอย่างมีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรฐานขั้นต่ําของสหประชาชาติว่าด้วยการบริหารงานยุติธรรมเกี่ยวกับคดีเด็กและเยาวชน(กฎแห่งกรุงปักกิ่ง) มาตรฐานขั้นต่ําของสหประชาชาติว่าด้วยมาตรการไม่ควบคุมตัว (ข้อกําหนดโตเกียว) ข้อกําหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจําและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสําหรับผู้กระทําความผิดหญิง (ข้อกําหนดกรุงเทพ)                                                                                       7. ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479ให้สอดคล้องกับข้อกําหนดมาตรฐานขั้นต่ำสําหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขององค์การสหประชาชาติและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกเลิกการใช้เครื่องพันธนาการและการลงโทษผู้ต้องขังที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ                                 8. เผยแพร่ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้บุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นงานราชทัณฑ์เพื่อการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง           9. สร้างหลักประกันและแนวปฏิบัติเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้ต้องขังให้คํานึงถึงปัญหาและความต้องการที่จําเพาะเจาะจงทั้งหญิงและชาย เช่น อนามัยแม่และเด็ก ผู้ต้องหาและผู้ต้องขังที่เป็นบุคคลข้ามเพศจะต้องอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชน และคํานึงถึงสภาพความต้องการที่จําเพาะเจาะจง โดยไม่นําสถานภาพการเป็นนักโทษมาเป็นเงื่อนไขไม่ให้ได้รับการดูแลด้านอนามัยการเจริญพันธุ์                                            10.การให้ผู้ต้องขังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป                                          11.ควรมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาจิตใจทางด้านธรรมาภิบาลวิถีศาสนาแก่ผู้ต้องขัง ให้องค์กรทางศาสนา เช่นองค์กรพุทธศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างเสนอแนวคิด